พลังค่าย 21 วัน
ช้อนเด็กนอกระบบ ไม่ให้ร่วงหล่นไปตามทาง
ในช่วงสายวันหนึ่งที่บริเวณน้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้าง หรือน้ำผุดปากช่อง ภาพของกลุ่มเด็กราว 20 คนที่กำลังนั่งล้อมวงปิดตาสงบนิ่งชั่วครู่ ก่อนที่จะเริ่มต้นบทสนทนาถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่ง ณ เวลาที่นั่งอยู่ด้วยกัน ภาพนี้ดึงดูดสายตานักท่องเที่ยวที่มาในวันนั้นไม่ใช่น้อย
อาจเพราะเด็กที่นั่งอยู่ตรงนี้มีความหลากหลายดูแปลกตา ในกลุ่มมีทั้งหญิงชาย และสามเณร ปะปนกันไป
หากไม่บอกก็คงไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเหล่านี้คือเด็กจากค่ายเด็กนอก หรือเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
หากเปรียบเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาเป็นดั่งดาวเคราะห์ที่หลุดจากวงโคจรของดวงอาทิตย์ ชีวิตที่เหลือก็คงไม่ต่างจากดาวดวงน้อยที่ลอยเคว้งคว้างอย่างไร้ทิศทางไปในอวกาศอันไพศาล มีปลายทางที่ไม่อาจคาดเดาได้ หลายชีวิตต้องประสบกับชะตากรรมอันเลวร้าย แต่บางรายอาจโชคดีสามารถหันหัวกลับคืนสู่เส้นทางได้ทัน
![]()
นี่จึงเป็นที่มาของโครงการ “ค่ายเด็กนอก” ของอาศรมวงศ์สนิท และสถาบันยุวโพธิชน ภายใต้มูลนิธิเสถียรโกเศศ-นาคะประทีป ที่ทำต่อเนื่องมากว่า 10 ปีแล้ว โดยมุ่งหวังให้เยาวชนเด็กนอกระบบได้กลับมาเชื่อมโยงกับตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงเห็นโอกาสในการพัฒนาตนเอง หลุดจากความรู้สึกไร้คุณค่า
“โครงการนี้สถาบันยุวโพธิชนทำมาตั้งแต่ปี 2548 โดยเริ่มต้นเราจะเลือกผู้นำเยาวชนโดยทั่วไป แต่ 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราได้ขยายมาทำงานกับเด็กเยาวชนนอกระบบ หมายถึงเด็กที่ไม่ได้เรียนในระบบ หรือเด็กชายขอบของสังคมด้วย โดยกระบวนการเรียนรู้เป็นการเรียนแบบผ่านประสบการณ์ มีการถอดองค์ความรู้จากที่ได้ลงมือทำ ซึ่งค่ายนี้จะทำให้เขารู้สึกมั่นใจในตนเองมากขึ้น มีพลัง และเจตจำนงในการลุกขึ้นมาพัฒนาตนเอง จากที่รู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่าอะไร” วราภรณ์ หลวงมณี ผู้อำนวยการอาศรมวงศ์สนิท และสถาบันยุวโพธิชน กล่าวกับ Khaoyai Connect ในวันที่ค่ายเด็กนอกสัญจรมาทำกิจกรรมที่เขาใหญ่ ปากช่อง เป็นเวลา 7 วัน จากระยะเวลาการเข้าค่ายทั้งหมด 21 วัน
![]()
ในแต่ละปีโครงการนี้จะมีเด็กนอกระบบหลากหลายรูปแบบ โดยเด็กที่มาค่ายมี 3 กลุ่ม อาทิ เด็กเยาวชนชาวไทใหญ่ที่หนีปัญหาความขัดแย้งในพม่าข้ามมาฝั่งไทย แล้วใช้วิธีบวชเป็นสามเณรเพื่อต่อโอกาสในการมีชีวิตที่ดีกว่าในดินแดนแห่งใหม่ และเยาวชนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีจากศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดสุรินทร์ รวมถึงเด็กทั่วไปที่ประสงค์อยากมาเรียนรู้นอกห้องเรียน รวมแล้วกว่า 20 ชีวิต ที่ต้องมาเข้าค่ายอยู่ด้วยกันเป็นเวลา 21 วันเต็ม
วราภรณ์ บอกว่า การที่ต้องใช้เวลา 21 วัน เพราะต้องการให้เด็กๆ ได้กลับมารู้จักตัวเอง สัมพันธ์กับตนเองความสัมพันธ์กับผู้อื่นแบบลึก ซึ่งใน 21 วัน พวกเขาจะได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา ทั้งกับเพื่อนๆ และพี่ๆ รวมถึงพาไปสัมพันธ์กับภายนอก ได้เจอกับธรรมชาติจริงๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เด็กรุ่นใหม่มีโอกาสเรื่องนี้น้อยมาก
“ในเวลา 21 วัน ถ้ามีประเด็นความขัดแย้ง เราก็จะได้แก้ไขกันตรงนั้น ถ้าจำนวนวันน้อยอาจจะไม่ได้เผชิญกับเรื่องพวกนี้ เพราะมันจะเป็นแค่ช่วงฮันนีมูน ไม่ได้เรียนรู้จริง”
![]()
จากการทำงานกับเด็กนอกระบบมา สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ หากเด็กๆ สามารถผ่านพ้นช่วงอยากรู้อยากลองไปได้ แล้วสามารถกลับสู่เส้นทางได้ มันจะเกิดความั่นคงอย่างมาก
“ยิ่งเราทำเรายิ่งเห็นศักยภาพของเด็กกลุ่มนี้ว่าเวลาเขากลับเข้ามาสู่เส้นทางได้ มันจะมีพลัง เราได้เห็นว่ามันคุ้มค่าที่จะทำงานกับเด็กๆ กลุ่มนี้”
อีกความน่าสนใจของค่ายนี้ คือ ความหลากหลายของเด็กที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
วราภรณ์ เล่าว่า ในบางกิจกรรมเด็กทั่วไปขาดความกล้าที่จะทำ แต่เด็กนอกระบบกลับทำได้ ซึ่งกลายเป็นพลังให้เพื่อนอยากทำด้วย ในทางกลับกัน บางเรื่องที่เด็กนอกระบบขาด เช่น กระบวนการคิด หรือระเบียบวินัย เด็กทั่วไปก็สามารถดึงให้เพื่อนทำได้ จนเกิดความรู้สึกถึงคุณค่าในตัวเองของแต่ละคน
![]()
หากถามถึงการวัดผล แม้จะไม่มีออกมาเป็นตัวเลขที่ชัดเจน แต่พบความน่าสนใจว่าเด็กที่เคยเข้าสถานพินิจครั้งแรกส่วนมากมักจะมีครั้งที่สองที่สามตามมา แต่ในปีที่ผ่านมาเด็กที่ศาลส่งมาค่ายจาก 10 คน มีกลับเข้าไปสถานพินิจอีกเพียงรายเดียว นอกนั้นรอดหมด
“แต่ชีวิตคนเรามันก็ขึ้นๆ ลงๆ นะ ก็เหมือนเรานั่นแหละ แต่ว่าเราก็เชื่อมั่นว่าในจังหวะหนึ่งที่เขาได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่แบบนี้จะให้เขามีความทรงจำ เมื่อเขาอยากหวนคืนสู่เส้นทาง แล้วมีเครื่องมือให้เขากลับ เขาก็จะกลับคืนมาได้”
โครงการเด็กนอกนี้ทำกันปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ด้วยเงินทุนที่จำกัด รวมถึงการทำงานที่ไม่ง่ายนัก เพราะการที่จะให้พวกเขาเปลี่ยนมุมคิดต้องมาจากแรงบันดาลใจของตัวเอง
“ความยากของเราคือ เราพยายามไม่ใช้อำนาจกับเด็ก เราพยายามใช้เรื่องการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่ก็เป็นเรื่องดี คือ เราจะได้เรียนรู้ไปด้วย เพราะเด็กเองก็เปลี่ยนหน้าไป บางอย่างก็ใช้เหมือนเดิมไม่ได้ เพียงแต่เป็นแนวทางให้เราเห็นเป็นประสบการณ์ ให้เราเราก็ต้องเปิดใจเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เหมือนกัน”
นอกจากเด็กนอกที่เกิดจากการทำผิดต้องเข้าสู่สถานพินิจแล้ว ยังมีเด็กอีกกลุ่มที่มาด้วยกันครั้งนี้ คือ เด็กๆ ชาวไทใหญ่ ที่หลุดจากระบบการศึกษาเพราะหนีข้ามแดนมายังประเทศไทย ปัจจุบันบวชเป็นสามเณรเพื่ออย่างน้อยได้ศึกษาพระธรรม ด้วยหวังที่จะต่อยอดสู่โอกาสอื่นๆ ในชีวิต
คุณอิ๋ว-สุข์ปรานีย์ คันธะชัย ผู้ประสานงานพื้นที่โครงการคุ้มครองเด็ก เครือข่ายพุทธศาสนิกสัมพันธ์เพื่อสังคมนานาชาติ หรือ INEB (International Network of Engaged Buddhists) ผู้ที่พาสามเณรมาเข้าร่วมโครงการ เล่าว่า INEB เป็นองค์กรที่ทำงานคุ้มครองเด็ก เริ่มที่เด็กในวัด และเด็กชายขอบ หรือชายแดน ส่วนมากจะเป็นเด็กไทใหญ่ เด็กพม่า โดยการทำงานของเราจะทำตามสิทธิที่เขาควรได้รับโดยพื้นฐาน คือ มีชีวิตรอด และได้รับการศึกษาและการมีส่วนร่วม และตอนนี้เขาอยู่ในฐานะนักบวช ส่วนหนึ่งก็เพื่อมีชีวิตที่ดีได้รับการศึกษา แต่เรามองว่าวันหนึ่งหากเขาออกไปใช้ชีวิต เขาควรได้เรียนรู้โลกด้วย จึงได้มาเป็นส่วนร่วมของค่ายเด็กนอกในครั้งนี้
![]()
“เด็กๆ เขามาจากฝั่งโน้น รัฐฉาน คือ การเมืองตอนนี้ ถ้าเป็นเด็กผู้ชายจะถูกบังคับฝึกเป็นทหาร ซึ่งมันกระทบต่อชีวิต เขาก็เลยหนีมาตายเอาดาบหน้า ใกล้ประเทศไหนก็ไปประเทศนั้น และเราเห็นอยู่แล้วว่าเด็กที่หลุดจากระบบ ปลายทางหลายคนต้องเร่ร่อน เคว้งคว้าง หาตัวเองไม่เจอ ประสบชะตากรรมที่น่าเวทนามากมาย ซึ่งค่ายเด็กนอกที่จัดขึ้นนี้ ก็เพื่อให้โอกาสเด็กๆ ที่หลุดออกจากระบบเหล่านั้น”
คุณอิ๋ว บอกว่า ค่ายเด็กนอกชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียน เป็นการเปิดพื้นที่ได้เรียนรู้ รวมถึงการมีเด็กจากหลายหลายกลุ่มนั้นทำให้เขาได้เรียนรู้ชีวิตกันและกัน นอกจากนี้จะมีกิจกรรมที่จะเสริมศักยภาพ เข้าใจความรู้สึกตัวเอง ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก
โดยกิจกรรมที่ทำจะผ่านการเล่น ฟังเพลง ดูหนัง หรือทำงานศิลปะ เพื่อให้เกิดกระบวนการคิดผ่านการลงมือทำ และในแต่ละวันจะต้องมานั่งล้อมวงกันเพื่อสรุปบทเรียน
“เราจะมีกิจกรรมหนึ่งที่ให้เขากลับเข้าไปดูข้างในตัวเอง และครอบครัวที่เขาจากมา แล้วให้เขาพูดในสิ่งที่ติดเนื้อติดตัวเขามา อาจจะทบทวนชีวิต สิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อให้เขากล้าแสดงออกมากขึ้น จากที่เอาแต่เก็บตัว เพราะพอเขาเห็นตัวเองแล้ว เขาจะกล้าแสดงออก กล้าคุยกับเพื่อน และกล้าที่จะเข้าไปหาคนอื่น เราเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ และเด็กกลุ่มนี้เข้ามาเมืองไทยได้ 1-2 ปี การมาทำกิจกรรมทำให้เขาใช้ภาษาไทยมากขึ้น ทำให้ภาษาพัฒนาอย่างรวดเร็ว เมื่อมีเวทีให้เขาได้แสดงออก”
ดังนั้นการเข้าค่ายจึงเป็นพื้นที่ให้เด็กๆ ได้รู้จักตัวตน รู้จักความรู้สึก และค้นหาศักยภาพสิ่งที่ตนเองต้องการ
“เราเพียงสร้างพื้นที่ แต่สูงสุดก็อยู่ที่ตัวเขาว่าเขาจะกระโดดไปไกลแค่ไหน เพราะเราอยากให้เขามีชีวิตที่ดี ถึงแม้เขาจะมาจากที่อื่น แต่เขาก็มีสิทธิที่จะเติบโตในพื้นที่ใดในโลกนี้ก็ได้”
คุณอิ๋ว บอกว่า เมื่อจบกิจกรรมที่ปากช่องแล้วก็จะเดินทางต่อไปที่กรุงเทพฯ โดยจะพาเด็กๆ ไปคุยกับเด็กเร่ร่อน รวมถึงกลุ่มหญิงขายบริการ เพื่อจะได้เห็นเส้นทางชีวิตของผู้คนที่หลุดออกจากระบบที่ต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ซึ่งบางเรื่องราวอาจส่งผลให้พวกเขาได้เห็นตัวเองชัดขึ้นว่าชีวิตข้างหน้าต้องการสิ่งใด
…ท่ามกลางเสียงเจี๊ยวจ๊าวของนักท่องเที่ยวที่มาเล่นน้ำผุด วงสนทนาของกลุ่มค่ายเด็กนอกยังคงนั่งพูดคุย ทุ่มเถียงร่วมกับพี่ๆ ในค่ายถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะวีรกรรมกิจกรรมพายเรือคายัคในช่วงเช้าที่บางคนสนุกจนลืมตัวทำผิดระเบียบเป็นเหตุให้โดนเจ้าหน้าที่ตำหนิยกกลุ่ม
นี่ไม่ใช่ความขัดแย้งแรกของเด็กๆ ในกลุ่มนี้ ตะกอนความขุ่นมัวจากการไม่ลงรอยเพราะความแตกต่างยังเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เพียงแต่ท้ายสุดของวันทุกคนต้องมารวมกลุ่มเพื่อสรุปบทเรียนหาข้อยุติร่วมกันทุกครั้ง
การเผชิญหน้ากับความขัดแย้งอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้อาจเป็นยาขม แต่นี่ก็คือหนึ่งในกระบวนการที่พวกเขาจำเป็นต้องเรียนรู้ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะโลกอันกว้างใหญ่ข้างหน้า ยังมีเรื่องที่หนักหนากว่านี้รอให้พวกเขาเผชิญอีกมากมายไม่รู้จบ
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
