UBON AGENDA วาระของอุบลราชธานี
ในเงาเวลาของการกดทับและการทำให้เป็นอื่น
![]()
เดิมทีบทสนทนานี้ตั้งใจจะเผยแพร่ก่อนที่เทศกาลศิลปะ “UBON AGENDA” เริ่มต้นขึ้น ทว่าด้วยข้อผิดพลาดบางประการ ทำให้กระแสความคิดในการจัดงานครั้งนี้มาปรากฎต่อสายตาของผู้อ่านช้ากว่ากำหนดเวลา
อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าอาจทำให้บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้มีคุณค่าในอีกแง่หนึ่ง เพราะแทนที่จะเป็นการ “เชิญชวน” ให้ผู้อ่านมาร่วมงาน หากแต่บ่มเพาะเป็น “บันทึกความคิด” ที่ผ่านการกลั่นกรองอย่างละเอียด และการเลือกสรรถ้อยคำอย่างระมัดระวัง
เราจึงไม่เพียงแค่ “รู้จักงาน” มากขึ้น
แต่ได้เข้าไปใกล้ “วิธีคิด” ของคนทำงานมากขึ้นด้วย
![]()
บทสนทนานี้คือการพูดคุยกับ อาจารย์นราสิทธิ์ วงษ์ประเสริฐ หนึ่งในแกนนำสำคัญของการขับเคลื่อนเทศกาลศิลปะอุบล อาเจนด้า เทศกาลที่มิได้เป็นเพียงนิทรรศการ หากแต่เป็น “ชุดของเหตุการณ์” ที่พยายามชี้ชวนให้เรามองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ศิลปะ และผู้คนชาวอีสานผู้ถูกกดขี่และผลักไสให้กลายเป็นอื่นมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน
และบางที คำถามสำคัญที่สุดของบทสัมภาษณ์นี้ อาจไม่ใช่ว่า “งานนี้คืออะไร”
แต่คือ “เราจะมองมันอย่างไร”
![]()
เทศกาลศิลปะที่ไม่ได้มีแค่นิทรรศการ แต่คือกระแสธารของเรื่องเล่า
เมื่อถูกว่านิทรรศการในครั้งนี้ให้น้ำหนักไปทางไหนระหว่าง “ศิลปะการแสดงสด” และ “ชุดของเหตุการณ์” อาจารย์นราสิทธิ์ วงษ์ประเสริฐ หรือที่เพื่อนๆ เรียกเขาว่า “โอเล่” ตอบว่า
“งานเราเป็นทั้งสองอย่างครับ โดยจะอธิบายว่า ศิลปะที่แสดงในงาน ทั้ง Visual art และการแสดงสดนั้น จะต่างจากเรื่องการปราบกบฎที่เราเคยทำไป แต่ศิลปินแต่ละท่าน/กลุ่ม จะพาไปสำรวจสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่ขบวนการผีบุญใช้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เขาใช้สื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นกลอนลำ เสียงดนตรีในการเรียกรวมพล เหตุการณ์จากอดีตที่เชื่อมมาปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งภาวะที่คล้ายกันก่อนเกิดเหตุการณ์ศึกโนนโพธิ์ คือการถูกกระทำซ้ำๆ สามารถเชื่อมไปวัฒนธรรมพื้นที่ของภาคอื่นได้
![]()
เมื่อเสวนา ศิลปะ และการแสดง ทำหน้าที่ต่างกัน แต่พูดถึงเรื่องเดียวกัน
“ผมต้องการให้ผู้มาร่วมงาน พอได้ฟังข้อมูลจากการเสวนาหรือกิจกรรมอื่น ได้อ่าน ได้ค้นคว้า แล้วมาดูงานศิลปะที่เกิดขึ้น เขาสามารถมองเห็นความเป็นไปได้หรือการตีความอย่างไรบ้าง หากเขามีชุดข้อมูลในความคิดแล้ว การดูงานศิลปะจะทำให้เขาตีความ วิเคราะห์ มอง ให้งานศิลปะได้ทำงานกับคนดู เขาจะตีความต่างออกจากชุดข้อมูลที่เขามีก็ได้ หรือคนที่ไม่ได้ฟังเสวนาก็ให้ตัวงานศิลปะทำงานกับคนดู ซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
![]()
เมื่อคำทำนายไม่ใช่เรื่องลึกลับ แต่คือการต่อรองอำนาจ
เราถามอาจารย์นราสิทธิ์ว่างาน Visual Art ที่ใช้ธีม “ขอบฟ้าพยากรณ์” กำลังพูดถึงอะไร คือการมองอนาคต หรือเป็นการสะท้อน “ความหวัง/ความกลัว” ของผู้คนในอดีต?
อาจารย์นราสิทธิ์เขียนกลับมาว่า ไม่ขอตอบเอง แต่ได้เอาเนื้อหาที่ศิลปินอธิบายผลงานของตัวเองของ “ภาคีหมอยู” มาบอกเล่า เพื่อไม่ให้มีการตีความ ซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคในการสื่อสารผ่านบุคคลหลายชั้น
![]()
“งานนี้ศึกษาคำพยากรณ์จากหลายยุค โดยเฉพาะช่วงความขัดแย้ง เช่น สมัยเจ้าอนุวงศ์ และขบวนการผู้มีบุญ ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้คนเผชิญความไม่แน่นอนของอนาคต เปรียบ “อนาคต” เหมือน หลุมดำ ที่ไม่สามารถมองเห็นหรือรู้ได้โดยตรง เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน “คำทำนาย” จึงเป็นเหมือนสัญญาณรอบขอบฟ้าเหตุการณ์ ที่มนุษย์ใช้ตีความและต่อรองกับอนาคต รวบรวมคำพยากรณ์จากหลายแหล่ง เช่น วรรณกรรม โหราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และความเชื่อทางศาสนา เพื่อแสดงว่าการพูดถึงอนาคตมีความเกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมือง แนวคิดหลักคือ “อนาคต” ไม่ใช่สิ่งว่างเปล่า แต่เป็นพื้นที่ที่แต่ละฝ่ายแข่งขันกันกำหนดความหมาย สุดท้าย งานนี้ชี้ให้เห็นว่า คำทำนายไม่ได้แค่สะท้อนความหวังหรือความกลัว แต่ยังมีบทบาทในการสร้างและกำหนดอำนาจทางการเมือง”
![]()
เมื่อแม่น้ำ กลอนลำ และร่างกาย กลายเป็นภาษาเดียวกัน
คำถามต่อมาของเราคือ งาน Performance Art เช่น “คนหลื่นของ” หรือ “เศิกพระองค์” คือการพยายามแสดงถึงสัญลักษณ์ หรือพื้นที่ของความเชื่อใช่หรือไม่? อาจารย์หนุ่มตอบกลับมาว่า
“คนหลื่นของเป็นการทำงานด้วยกันของพี่นาด (สินีนาฏ เกษประไพ) ผม และพี่ป้อมแบบเร็วๆ โดยพยายามพูดถึงประเด็นของแม่น้ำ คือแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูล โดยเราโยนโจทย์ให้กันและสร้างงานออกมา มันจึงเป็นได้ทั้งสัญลักษณ์ แต่ไม่น่าจะเป็นพื้นที่ความเชื่อ เพราะงานนี้เรากำลังพยายามทำตัวให้เป็นภาพและสภาวะของแม่น้ำ ในขณะเดียวกัน เศิกพระองค์นั้น เป็นการทำการแสดงเพื่อเป็นเหมือน visual ให้กับกลอนลำที่ร้องคู่การแสดง ซึ่งในกลอนลำนั้นมีรายละเอียดเรื่องราวชีวิตชาวบ้านอยู่มาก ทั้งการใช้ชีวิต การถูกกระทำ ความเชื่อ ความหวัง เราจึงพยายามขมวดหลายสิ่งหลายอย่างให้เข้ามาเป็น visual ที่จะให้คนดูเห็นผ่านการแสดง ดังนั้นมันจึงเป็นได้ทั้งสัญลักษณ์และพื้นที่ของความเชื่อที่เราใช้ทั้งเทคนิคเงา กลอนลำ ภาพนิ่ง performance ในการถ่ายทอดออกมา”
![]()
เมื่อหมอลำไม่ใช่ background แต่คือ narrative
“ผมมองมันเป็นภาษาหนึ่งของการเล่าเรื่อง เช่น ในการแสดงเศิกพระองค์ หมอลำไม่ได้เป็นแค่ดนตรีประกอบ แต่หมอลำคือสิ่งที่เล่าเรื่องราวของการแสดงทั้งหมด การแสดงเป็นตัวแสดงให้เห็น Visual ว่าเรื่องเล่าในกลอนลำนั้นสามารถถูกถ่ายออกมาแบบไหนได้บ้าง”
![]()
เมื่อพื้นที่ขายของ กลายเป็นกลไกดึงผู้คนเข้าสู่งานศิลปะ
“ตลาด Holy Land” ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่พื้นที่ขายของ แต่จริงๆ แล้วตั้งใจให้เป็น Installation แบบหนึ่งด้วย?
“เป็น Installation ในการสร้าง Vibe ของงาน ในขณะเดียวกันผมเรียกตลาด Holy Land ว่าเป็น “ข้องจับปลา” เพราะสิ่งหนึ่งที่เราต้องการให้แตกต่างจากงานครั้งก่อนๆ คือเราอยากให้มีคนอุบลมางานเราเยอะมากกว่านี้ เราจึงเลือกถนนด้านหน้าถนนคนเดินเมืองอุบล สร้างพื้นที่ที่แตกต่างจากถนนคนเดิน และเอาศิลปะการแสดงไปใส่บริเวณนั้นเพื่อดึงดูดคนที่กำลังเดินไปเดินมา จากนั้นพาพวกเขาไปดูการแสดงด้านบน คือ ตลาด Holy Land นอกจากขายของแล้ว มันยังมีฟังก์ชั่นอื่นอีก ในตลาดเรามีหมอดู มีขายพระ ซึ่งมันก็สะท้อนเรื่องราวของคนยุคนนั้นที่ใช้ความเชื่อ ศรัทธา แนวคิดทางศาสนามาปลุกใจคน ตรงนี้ต้องยกให้น้องอ้วนแลนด์ ที่ดูแลคอนเซ็ปต์ของตลาด
![]()
Ubon Agenda ไม่ใช่ของใครคนหนึ่ง แต่คือเรื่องเล่าของหลายเสียง
“ผมมองกิจกรรมแต่ละอย่างตัวล้วนแล้วแต่มีฟังก์ชั่นของตัวเอง เหมือนอาหารโต๊ะจีนที่ถูกนำมาเสิร์ฟแยกกัน แต่ถ้ามันอยู่ด้วยกันครบมันจะสมบูรณ์ มันทำหน้าที่เติมเต็มกัน ถ้าขาดเสวนาและทัวร์ประวัติศาสตร์ ผู้มาเข้าร่วมเพื่อเขียนเรื่องสั้นก็อาจขาดข้อมูลไป ถ้าขาดงานศิลปะและการแสดงไป ผู้เข้าร่วมอาจไม่เห็นความเป็นไปได้ในเรื่องราวที่ถูกเล่าหลากหลาย”
ระหว่างการเชื่อมโยง และการปล่อยให้แตกกระจาย
ดูเหมือนแต่ละกิจกรรมในงานนี้จะไม่ได้ให้คำตอบเดียวกัน อาจารย์ตั้งใจให้เกิด “เสียงที่หลากหลาย” ใช่ไหม
“ใช่ครับ Ubon Agenda is the Agenda of Ubon ไม่จำเป็นต้องเป็นคนอุบล แต่หัวใจสำคัญคือเรื่องราวของอุบล มันจะถูกเล่าผ่านใคร คนอุบลบ้าง คนที่อื่นบ้าง ศิลปินหลากหลายแขนงบ้าง นักวิชาการต่างสาขาบ้าง ร้านหนังสือฟิลลาเดลเฟียที่มาขายของอาจไม่ได้ขายแต่หนังสือเกี่ยวกับอุบล แต่นี่ก็เป็นร้านหนังสือของอุบลที่มีเรื่องราวของคนอุบลมากมายเกิดขึ้น หรืออย่างร้านอาหารเวียดนามฟิวชั่นที่ทีมตลาดเลือกมา ฟังดูไม่อุบล แต่อุบลก็เต็มไปด้วยอาหารเวียดนามไม่ใช่เหรอ? เพราะเอาเข้าจริงเรื่องราวในอุบลนั้น หนึ่งในหัวใจสำคัญมันคือเรื่องของ “ความหลากหลาย””
![]()
เมื่อเทศกาลไม่ใช่แค่เหตุการณ์ แต่คือการสร้างอนาคต
อยากให้คนดู “เชื่อมโยง” ทุกกิจกรรมเข้าด้วยกัน หรือปล่อยให้มันอยู่อย่างเอกเทศ แล้วตีความเอง?
“ได้ทั้งหมดครับ เพราะเราปล่อยให้คนดูใช้เสรีภาพทางความคิดได้เต็มที่”
จะผีหรือปิศาจ หน้าที่ก็คือตามหลอกหลอนคนที่กลัวมัน
อาจารย์นราสิทธิ์บอกว่า ผีบุญของอุบล ไม่ได้แตกต่างจากปีศาจของเสนีย์ เสาวพงศ์
“เหตุการณ์กบฏในช่วงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นที่อีสานแห่งเดียว ที่ภาคอื่นๆ ก็มีกบฏเช่นเดียวกัน แต่ถ้าเปรียบเทียบเหตุการณ์ผีบุญแล้ว ผมมองว่ามันเหมือนเหตุการณ์เสื้อแดงปี 53 มากกว่า จริงๆ อาจารย์เสาวนีย์พูดในงานเสวนารอบนี้เหมือนกัน ซึ่งผมก็มีความคิดเดียวกันกับแกมานานแล้วคือ ผีบุญคือการรวบตัวของชาวบ้านธรรมดาสามัญที่ต้องการเพียงแค่ชีวิตที่ดีกว่า แต่กลับถูกกระทำซ้ำๆ ถูก Discriminated ถูกทำให้เป็นอื่น จึงเกิดการรวมตัวกันขึ้นมา”
![]()
ทำไมความต้องการมีชีวิตที่ดีกว่าจึงถูกมองเป็นสิ่งเลวร้าย
คำถามนี้อาจดูโรแมนติกไปเสียหน่อย แต่การได้ลองจินตนาการดูว่า ถ้าการต้อต้านในครั้งนั้นสำเร็จ คิดว่าปัจจุบันนี้ หน้าตาของบ้านเมืองโดยรวมจะเป็นอย่างไรก็น่าสนใจดีอยู่ไม่น้อย
“ตอบยากมาก เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้น เราไม่มีทางรู้ว่ามันจะเป็นยังไง มันอาจจะแตกต่างในทางที่ดีขึ้น หรือแย่ลงก็ได้ แต่สิ่งสำคัญกว่าในการมองเรื่องราวนี้คือให้มันเป็นบทเรียนกับบ้านเมืองเราว่าเหตุการณ์แบบนี้มันไม่ควรเกิดขึ้นมากกว่า ทำไมความต้องการมีชีวิตที่ดีกว่าจึงถูกมองเป็นสิ่งเลวร้าย ไม่ว่าจะจากอำนาจรัฐ หรือแม้กระทั่งคนเห็นต่าง เราเห็นต่างได้ แต่ทำไมเราต้องมองว่าความต้องการที่มีชีวิตที่ดีในแบบของเขาจึงเป็นสิ่งเลวร้าย เป็นสิ่งไม่ดี ซึ่งนี่ไม่ใช่ความคิดแบบสังคมประชาธิปไตย และมันนำไปสู่เหตุการณ์ผีบุญ เสื้อแดง ม็อบเยาวชน
![]()
การทำให้เป็นดิจิตอล คือการหลอมเวลาและวาระไว้ด้วยกัน
“ผมและทีมงานกำลังมองหาวิธีการในการสร้างเว็บไซต์เพื่อทำหน้าที่เป็น Archive ของพวกเรา เอางานเก่าๆ ที่เคยเผยแพร่มารวม พร้อมทั้งเป็นช่องทางให้คนอื่นๆ มาเติมข้อมูลลงในเว็บไซต์ได้ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาและทุนทรัพย์ อาจจะต้องรอดูว่าเราจะสามารถหาทุนได้ไหม แต่ถ้าในอนาคตหากงาน Ubon Agenda เกิดขึ้นอีกครั้ง อยากให้มาชมงานที่อุบลครับ เพราะมันคือ Ubon Agenda มันคือวาระของอุบลราชธานี”
ใครที่พลาดงานในปีนี้ คงต้องติดตามดูภาพและวิดีโอในเพจทางการของ Ubon Agenda ไปพลางๆ ก่อนที่คลังข้อมูลถาวรจะถูกสร้างขึ้นในอนาคต
![]()
เอาเข้าจริงๆ แล้ว Ubon Agenda อาจไม่ใช่เพียงแค่วาระของอุบลราชธานี แต่เป็นวาระของทุกคน ทุกพื้นที่ กว้างไกลไปแม้กระทั่งสงครามไร้ความชอบธรรมที่กำลังปะทุอยู่ ก็เกิดจากวาทกรรมการทำให้กลายเป็นอื่น เพื่อหาความชอบธรรมให้กับตนเองเช่นกัน
หวังว่าบทสนทนานี้จะเป็นปัจฉิมบทขนาดกระทัดรัดที่พอจะเป็นไกด์ให้เห็นแนวคิดของทีมงานและศิลปินหลากหลายชีวิตที่มาร่วมแสดงและสื่อสารใจความสำคัญตรงไปในหัวใจอันเป็นธรรมของทุกคนได้
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
