พิธีเปิดงานนิทรรศการและการสัมมนา Heritage Documentation
วันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา มีพิธีเปิดงานนิทรรศการและการสัมมนา Heritage Documentation and Historical Interpretation: New Findings from Maritime Asia (การบันทึกมรดกทางวัฒนธรรมและการตีความประวัติศาสตร์: การค้นพบใหม่จากภูมิภาคเอเชียทางทะเล) ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร ซึ่งเป็นความมือมือระดับนานาชาติกับมหาวิทยาลัยเกียวโต
![]()
รศ.ดร.เกรียงไกร เกิดศิริ รองคณบดีฝ่ายแผน วิจัย กิจการพิเศษ และประกันคุณภาพ คณะสสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการนี้กล่าวถึงที่มาว่า โครงการนี้จัดตั้งขึ้นโดยศาสตราจารย์ ดร.อาร์. ไมเคิล ฟีเนอร์ ผู้อำนวยการโครงการสำรวจมรดกเอเชียทางทะเล (MASH) ศูนย์การศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยเกียวโต ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโลกมุสลิมระดับโลก
![]()
“อาจารย์ฟีเนอร์เป็นชาวแมสซาชูเซตส์ ตอนเด็กๆ ชอบใช้ชีวิตกลางแจ้ง สาเหตุที่มาสนใจเรื่องนี้ เพราะว่าแมสซาชูเซตส์มีความเชื่อมโยงกับมรดกวัฒนธรรมทางทะเลและโลกมุสลิมมาตั้งแต่ยุคโบราณ เพราะที่บ้านเกิดมีการตัดน้ำแข็งส่งมาขายที่อินเดียและสิงคโปร์ ซึ่งไม่แน่ว่าอาจจะส่งมาขายถึงเมืองไทยของเราในสมัยนั้นด้วยก็ได้ ทำให้สนใจค้นคว้าเรื่องเหล่านี้ หลังจากนั้นก็เรียนภาษาและกฎหมาย จนภายหลังได้มาเรียนภาษาที่เยเมน ทำให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจารึกคนสำคัญ เชี่ยวชาญเรื่องมุสลิมศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนสำคัญ นับเป็นปราชญ์ด้านอิสลามคนสำคัญของโลกคนหนึ่ง สามารถพูดภาษาอารบิก ฟาร์ซี และญี่ปุ่น
![]()
![]()
![]()
![]()
หลังจากหาทุนเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมทางทะเลได้ โครงการแรกอาจารย์เลือกลงพื้นที่มัลดีฟส์เป็นที่แรก เพราะว่าอยู่ในความสนใจของคนทั่วโลกอยู่แล้ว เพราะมัลดีฟส์เกิดขึ้นจากการเป็นเกาะปะการัง (Atolls) แบบวงแหวน พื้นที่ทั้งเกาะสูงกว่าระดับน้ำทะเล 50-100 เซ็นติมเตรเท่านั้น ดังนั้นถ้าเกิดน้ำทะเลหนุนสูงขึ้น มัลดีฟส์ก็จะจมเป็นประเทศแรกของโลก และจากการศึกษาพบว่ามัลดีฟส์อยู่ในเส้นทาง Marinetime Trade Route และมีจารึกสำคัญระบุว่ามีการเผยแพร่ศาสนาอิสลามเข้ามา จนมัลดีฟส์กลายเป็นประเทศมุสลิมในปัจจุบัน ซึ่งในอดีตเมื่อศึกษาลึกลงไปแล้วค้นพบสถูปโบราณสร้างด้วยหินปะรารัง ในยุคเดียวกันกับอนุราธปุระของศรีลังกา ซึ่งทำให้เห็นความหลากหลายทางวัฒนธธรรม
ที่เลือกศึกษามัลดีฟส์ก่อน เพราะว่ามีความเสี่ยงที่น้ำทะเลจะขึ้น วัฒนธรรมก็จะจมหายไป
![]()
พื้นที่ต่อมา อาจารย์ฟีเนอร์เลือกศึกษาพื้นที่ของอาเจะห์ อินโดนีเซีย เพราะเป็นแหล่งแรกที่ศาสนาอิสลามเข้ามาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับอาเจะห์เคยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสินามิมาก่อน ทำให้มีความเร่งด่วนในการลงไปศึกษา เพราะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมถูกทำลายไปก่อนหน้าแล้ว
![]()
![]()
ที่อาเจะห์เราศึกษาจากป้ายหลุมศพ เพราะมีลักษณะของจารึก มีการบันทึก มีตัวอักษร มีภาษา มีตัวเลขที่เราสามารถศึกษาประวัติศาสตร์เบื้องหลังข้อความเหล่านี้ได้”
![]()
![]()
สำหรับประเทศไทยนั้นอยู่นอกแผนของโครงการนี้ เพราะจริงๆ แล้วเวียดนามคือพื้นที่ต่อไปที่ต้องศึกษา เพราะเน้นศึกษาตามเส้นทางไหล่ทวีปที่เชื่อมกับทะเลใหญ่ ส่วนประเทศไทยของเรานั้นเว้าเข้ามา จึงไม่ได้อยู่ในแผนแรก แต่ที่ไทยถูกแทรกเข้ามาในแผนก็เพราะความพยายามของ รศ.ดร.เกรียงไกร เกิดศิริ ที่เห็นว่าโครงการนี้น่าสนใจ จึงเขียนอีเมลเข้าไปเชิญ ศ.ดร.อาร์. ไมเคิล ฟีเนอร์ มายังประเทศไทย และยังให้ข้อมูลเรื่องความพร้อมในการศึกษาพื้นที่ชายฝั่ง เพราะทางมหาวิทยาลัยศิลปากรมีการศึกษาเรื่องนี้อยู่เช่นกัน มีอุปกรณ์บางส่วน และมีกำลังคนที่เชี่ยวชาญพื้นที่ทั้งในสามจังหวัดชายแดน และในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทย อีกวึ่งหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจของอาจารย์ฟีเนอร์ได้ก็คือ หนังสือที่อาจารย์เขียนเกี่ยวกับโลกอิสลามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนมากนั้น ยังไม่มีที่เกี่ยวข้องกับปัตตานีเลย เพราะมีความคล้ายกับอาเจะห์ในฐานะเป็นพื้นที่แรกทีศาสนาอิสลามเข้ามาเช่นกัน
![]()
เมื่อถามถึงสิ่งที่ได้รับจากการทำงานร่วมกันกับโครงการที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้ ประเทศไทย และมหาวิทยาลัยศิลปากรได้รับประโยชน์อะไรบ้างนั้น อาจารย์เกียงไกร กล่าวว่า “แรกเลยคือ ทำให้ประเทศไทยของเราเป็นที่รู้จักของโลก มหาวิทยาลัยเองก็จะเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ในมิติของความรู้ ก็ทำให้เราขึ้นไปยืนเทียบเคียงกับสถานการศึกษาชั้นนำ ทีมงานที่ลงพื้นที่ทำงานทั้งหมดก็เป็นนักศึกษาปริญญาโทและเอกของเรา ทุกคนได้รับเงินเดือนประจำจากมหาวิทยาลัยเกียวโตถึงสองปี คือนอกจากด้านการศึกษาแล้ว เราก็ยังได้พัฒนาเรื่องของบุคลากรด้านวิชาการด้วย และประโยชน์จริงๆ เป็นของคนทั้งโลกเลย ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทย เพราะว่าผลของการศึกษาวิจัย ถูกเผยแพร่ให้เข้าถึงได้ในออนไลน์แบบไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ”
![]()
ในงานเดียวกัน อาจารย์กุลพัชร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา หัวหน้าทีมสำรวจภาคสนามของทีมไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความสำคัญของโปรเจ็กต์นี้ว่าเริ่มต้นขึ้นเพราะต้องการเก็บข้อมูลแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่เผชิญกับภัยคุกคาม โดยเริ่มที่มัลดีฟส์ มาต่อที่อินโดนีเซีย และไทย
![]()
“เราเก็บข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่อยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะเสื่อมสลาย เช่น มัลดีฟส์ที่ได้รับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและระดับน้ำเพิ่มขึ้นสูง ซึ่งในอนาคตแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเสี่ยงที่จะสูญสลายไป เราใช้วิธีทำให้เป็นดิจิทัล ถ่ายภาพ และวิธีอื่นๆ ที่ทันสมัยที่สุด เช่น ใช้โดรนไลดาร์ (LiDAR Drone) โดรนที่ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับแสงเลเซอร์เพื่อวัดระยะทาง (Light Detection and Ranging) ทำหน้าที่สร้างแบบจำลอง 3 มิติ (Point Cloud) ที่มีความแม่นยำสูงระดับเซนติเมตร เหมาะสำหรับงานสำรวจพื้นที่ การทำแผนที่ภูมิประเทศ ป่าไม้ โครงสร้างพื้นฐาน และตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงภัย ใช้โฟโตแกรมเมตรี (Photogrammetry) ศาสตร์และเทคโนโลยีการสร้างแบบจำลอง 3 มิติ หรือการทำแผนที่ที่แม่นยำ ซึ่งข้อมูลที่ได้มาเราก็จะนำขึ้นเว็บไซต์เป็น Open Access สามารถเข้าถึงได้ทั่วโลก ใครจะเอาไปใช้ก็แค่ระบุว่าเอามาจากโครงการนี้เท่านั้น เข้าชมเว็บไซต์ได้ที่ https://maritimeasiaheritage.cseas.kyoto-u.ac.jp/
สำหรับประเทศไทย เราทำในพื้นที่ชายฝั่งของภาคใต้และภาคกลาง โดยยึดที่ความเชื่อมโยงระหว่างทะเล ข้อมูลที่เก็บได้มา เราจะส่งไปที่มหาวิทยาลัยเกี่ยวโต เพราะที่นั่นมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์เพื่อประมวลรูปภาพทั้งหมด ซึ่งข้อมูลทั้งหมดที่เก็บมาได้นั้น จะแยกเก็บไว้ใน 3 ประเทศคือหนึ่งที่อ็อกฟอร์ด-อังกฤษ เกียวโต-ญี่ปุ่น และประเทศต้นทาง เช่นข้อมูลของไทยเราก็จะเก็บไว้ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่แยกเก็บแบบนี้เกิดขึ้นภายใต้กรอบความคิดที่ว่า หากเกิดภัยพิบัติหรือสงความ ข้อมูลเหล่านี้ก็จะยังคงอยู่ต่อไป
การเก็บข้อมูลก็มีหลากหลายทั้งภาพถ่าย ภาพสามมิติ และมีการสัมภาษณ์ทำเป็นสารคดี มีการเก็บวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage) ด้วย แต่วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้นั้นต้องเกี่ยวพันกับโบราณวัตถุด้วย เช่น หมวกของชาวมุสลิม ที่เราอธิบายไม่ได้ ก็ทำสารคดีประกอบงานชิ้นนั้น โดยสามารถเข้าชมสารคดีที่เราทำไว้ได้ที่ช่องยูทูป Maritime Asia Heritage Survey
![]()
ขณะที่อานัส พงศ์ประเสริฐ์ กลุ่มเดอะลุกเกอร์ ของปัตตานี ซึ่งเป็นผู้ประสานงานหลักในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ทำหน้าที่ช่วยคัดสรรแหล่งโบราณคดีและข้อมูลทางวัฒนธรรมต่างที่ตรงกับเป้าหมายของโครงการ ซึ่งการเก็บข้อมูลในพื้นที่สามจังหวัดที่มีความขัดแย้งทำได้ไม่ง่าย ก็ต้องอาศัยความเป็นคนในพื้นที่และความสัมพันธ์อันดีเพื่อให้ทีมงานหลักสามารถทำงานได้ง่าย
“เรามีการออกแบบร่วมกับกับทีมวิจัยว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่น่าสนใจ ทั้งในนราธิวาส ยะลา ปัตตานี เราก็เลือกออกมาหมด ทั้งกุโบร์ สุสานเก่า อาคาร สถาปัตยกรรม แต่ด้วยระยะเวลาของโครงการมีจำกัด ทำให้เราไม่สามารถเก็บข้อมูลเหล่านี้ได้ทั้งหมด เพราะยังไม่เคยมีโครงการแบบนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนสามจังหวัดมาก่อนเลย ซึ่งเราประเมินแล้วว่ายังมีข้อมูลแบบนี้ให้เก็บอีกมาก โครงการนี้เป็นสารตั้งต้นที่ดีมากๆ ในการที่จะเอาไปทำงานวิจัย หรือเอาไปขับเคลื่อนในประเด็นทางวัฒนธรรมต่างๆ ยิ่งโครงการนี้เป็น Open Source ด้วย ตัวผมเองในฐานะคนหนึ่งที่ทำงานขับเคลื่อนวัฒนธรรมมาโดยตลอด คิดว่าสามารถเอาข้อมูลเหล่านี้ไปใช้งานต่อได้อีกมาก”
เมื่อถามว่าโดยส่วนตัวในฐานะกลุ่มสำคัญที่ขับเคลื่อนด้านวัฒนธรรมของสามจังหวัดชายแดนใต้สามารถเอาข้อมูลที่เปิดกว้างนี้ไปใช้งานที่เป็นรูปธรรมต่อได้อย่างไร อานัส พงศ์ประเสริฐ์ กล่าวว่า “ในสามจังหวัดมีการปะทะกันของการแย่งชิงการอธิบายตัวตนผ่านมุมมองของรัฐและมุมมองภาคประชาชนนั้น คิดว่าข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์นี้จะเป็นสารตั้งต้นที่ดีในการหาข้อสรุปในการอธิบายตัวตนดังกล่าว เพราะเป็นข้อมูลที่สามารถอ้างอิงได้ อย่างบางเรื่องเป็นประวัติศาสตร์เรื่องเล่า พอได้ทีมนักวิจัยเข้ามาเก็บข้อมูล ก็จะสามารถอ้างอิงและหาคำอธิบายที่มีน้ำหนักได้มากขึ้น ซึ่งจะสามารถลดความขัดแย้งจากแนวคิดประวัติศาสตร์รัฐไทยและประวัติศาสตร์พื้นที่ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ได้ด้วย”
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
