เมื่อชีวิตนอกกรอบ คือคำตอบของความยั่งยืน
เปิดสวนนายเท รู้จักการท่องเที่ยววิถีเกษตรและการต่อยอดความสำเร็จ
แม้สงครามจะปะทุอยู่อีกซีกโลกหนึ่ง แต่ก็สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจลุกลามไปทั่ว เพราะทุกประเทศผูกโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่เป็นปัจจัยสำคัญกำหนดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิด ในห้วงวิกฤตเช่นนี้ ผู้นำประเทศของเรากลับชี้ชวนหาทางรอดด้วยการปลูกผักเลี้ยงไก่ ทำการเกษตร ไม่ต้องถามว่าคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเลยว่าจะทำได้ไหม ขนาดคนที่มีพื้นที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัดก็ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ เพราะมีข้อจำกัดต่างๆ มากมาย
แต่เพราะการเกษตรทางเลือกเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทีมงานของเราให้ความสนใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงขานรับทางรอดที่ผู้นำชี้แนะ ด้วยการชวนคุยเพื่อทำความรู้จักกับวิถีชีวิตเกษตรกรที่ทำเกษตรนอกกรอบ ว่าอยู่ได้จริงไหม ทำแล้วได้อะไร รวยได้หรือไม่ ต้องทำอย่างไร โดยเราจะพาไปทำความรู้จักกับคุณเท-เทวินทร์ จันทวงค์ และคู่ชีวิต คุณปาล์ม-นันทวดี สายหยุด เจ้าของสวนนายเท ปากน้ำปราณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์กัน
![]()
1. จากทะเลสู่ชีวิตจริง
ในโลกที่คลื่นลมไม่เคยหยุดนิ่ง เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นมาพร้อมบทเรียนที่ไม่มีในตำรา--บทเรียนของการรอคอย การสังเกต และความไม่แน่นอน
“ผมเกิดและโตที่นี่” เทเริ่มเล่าเรียบๆ
ความทรงจำแรกของเขาไม่ได้อยู่ในบ้าน หากแต่อยู่กลางทะเล ตั้งแต่อายุเพียง 3 ขวบ เขาถูกพ่อแม่พาขึ้นเรือไปด้วย เพราะไม่มีใครอยู่บ้าน
![]()
“ผมจะออกไปล้อมอวนริมฝั่งตั้งแต่เชาตรู่ สายหน่อยก็ถูกปลุกให้ไปช่วยไล่ปลา บาดแผลจากอวนบาดมือคือเรื่องปกติ เช่นเดียวกับการเรียนรู้ว่า น้ำขึ้นน้ำลงไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่คือ “จังหวะชีวิต” ที่ต้องอ่านให้ออก
บ้านเราจับหมึกเป็นหลัก ช่วงประมาณเดือนมีนาคมจะได้ปูด้วย พอเมษายนปูจะเริ่มหายาก ในแต่ละฤดูกาลของชีวิตชาวประมง ก็จะเกี่ยวพันกับสัตว์น้ำชนิดต่างๆ หมุนเวียนกันไป
ผมเกิดเดือนพฤศจิกายน ช่วงนั้นไม่ค่อยได้กินอะไรดีๆ กับเขาหรอก เพราะเป็นช่วงหน้ามรสุม จับอะไรไม่ค่อยได้ ส่วนพี่สาวเกิดเดือนมีนาคมอาหารการกินอุดมสมบูรณ์มาก
![]()
ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญการปล่อยอวนกุ้ง ต้องแข่งกับคนอื่นตลอด ต้องรู้ว่ากุ้งอยู่จุดไหน ต้องอาศัยเวลาน้ำกำลังลงแล้วปล่อยอวน อวนจะค่อยๆ เฉียงไปคลุมฝูงกุ้ง แล้วลูกหินที่ปลายอวนจะไปโดนตัวกุ้ง กุ้งก็จะตกใจแล้วดีดตัวขึ้นมาติดอวน ถ้าปล่อยอวนตอนน้ำนิ่ง อวนจะทิ้งดิ่งลงไปสัมผัสกับทราย พวกหอยหนามก็จะติดขึ้นมา เสียเวลามานั่งแกะกันอีก
ตอนเด็กโดนอวนบาดมือจนเป็นแผลเต็มไปหมด เวลาเป็นแผลในทะเลมันจะหายช้า แต่ถ้าเป็นแผลจากบนฝั่งและไปโดนน้ำทะเลมันจะหายเร็ว อย่างเช่นพวกแผลกลัดหนองหรือแผลที่อยู่กับเรานานๆ แล้วไม่หายให้ไปแช่น้ำทะเลจะมีโอกาสหายสูงมาก จะทำให้แผลแห้งเร็วฆ่าเชื้อได้
ด้วยความที่ผมโตมากับตา ก็เลยได้วิชาหากินชายฝั่งด้วย ผมมีอวนชายฝั่งของผมอันนึง เวลาที่เราเห็นคนทะเลยืนถืออวนอยู่ชายหาด นั่นเรียกว่า “อวนชายฝั่ง” เวลาออกเรือแล้วไม่ได้อะไรมา ผมก็จะไปคว้าอวนไปละ ไปล้อมสักพักหนึ่งก็จะได้อาหารมื้อหนึ่งแล้ว”
![]()
2. วันที่ทะเลไม่เหมือนเดิม
เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาแทนสัญชาตญาณ ทะเลก็ไม่ใช่พื้นที่เดิมอีกต่อไป
จากวันที่เคยใช้ภูเขา ต้นไม้ หรือเสาเรดาร์เป็นพิกัด วันนี้แอปพลิเคชันทำให้ทุกคนเข้าถึง “จุดปลา” ได้เท่าๆ กัน แต่ความสะดวกนั้นกลับแลกมาด้วยความขาดแคลน
“สมัยก่อนเรือลำเดียวได้ปลาฝูงใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้สิบลำยังได้ไม่กี่ตัว”
ทะเลที่เคยเลี้ยงผู้คนทั้งชุมชน ค่อยๆ เงียบลงทีละน้อย
![]()
“พ่อผมเคยมีเรือหลายลำ เป็นเรือไม้ เรือต่อ เรือไทยประดิษฐ์ แต่ตอนนี้เหลือแค่ลำเดียว เป็นเรืออพยพที่ใช้สำหรับกู้ภัยเวลาเรือใหญ่อัปปาง เพราะถูกออกแบบมาให้ไม่จมน้ำ พลิกคว่ำได้แต่ไม่จม พ่อไปหาเครื่องยนต์มาใส่ดัดแปลงให้เป็นเรือประมง เวลาออกเรือ เราไปกันประมาณ 3 คน ช่วง ม.ปลายก็จะเริ่มมีเรือลากหอยลาย แถมมีหมึกเยอะมาก พ่อจึงสร้างเรือเพิ่มปีละลำ จากที่มี 2 ลำก็เป็นหกลำ ได้เงินเยอะมาก เคยได้วันหนึ่งเฉลี่ยลำละแสน คนก็แห่กันมาสร้างเรือ
สมัยก่อนเวลาออกทะเลมันจะไม่มีอะไรเป็นตัวกะเกณฑ์ เราต้องสังเกตภูมิประเทศ เช่น เขา ต้นไม้ เสาเรดาร์ เราจะใช้เป็นแนวพิกัด เพื่อทอดสมอ ปล่อยอวน เหมือนที่ต่างประเทศเขาจะใช้ประภาคารเป็นจุดสังเกต อย่างในไทยก็จะมีหลักปากคลอง เพราะจะมีเสาอยู่ แต่สมัยนี้มีแอปพิเคชั่น ย้อนไปเมื่อ 5-7 ปี ยังไม่มีเลยนะ ตอนนี้ของเลยหายากขึ้น เพราะพอมีแอปก็ง่ายในการจับจุดที่จะไปปล่อยอวน พอทุกคนมีข้อมูลเดียวกัน ของทะเลก็เลยน้อยลงไปมาก จากสมัยก่อนเรือลำเดียวจับได้ปลาฝูงใหญ่ แต่สมัยนี้เรือเป็น 10 ลำ จับได้ 3 ตัว ทะเลคือความไม่แน่นอน เราไม่สามารถระบุได้เลยว่าจะได้อะไรมา คาดเดาไม่ได้เลยว่าวันนี้จะได้อะไรจำนวนเท่าไร สมัยก่อนคนแถวบ้านนี้มีเรือกันทุกครัวเรือน แต่ตอนนี้ขายกันไปเกือบหมด”
![]()
3. ทางแยกของชีวิต
บางครั้งความฝันก็ไม่ได้พาเราไปถึงจุดหมาย แต่พาเราไปเจอสิ่งที่ใช่กว่า
“ช่วงใกล้ขึ้น ม.ปลาย ผมเหนื่อยน้อยลงแล้ว เพราะพ่อเริ่มมีลูกจ้าง เราก็ไปเอาเวลาเตรียมสอบนายร้อย อยากเป็นคนในเครื่องแบบ พอ ม.6 ทะเลเริ่มซบเซา พ่อก็เริ่มขายเรือออกไปบ้าง ผมเลยบอกให้พ่อเหลือไว้สักลำ ซึ่งก็คือลำที่มีอยู่ปัจจุบันนี้ เพราะเรือจะมีค่าใช้จ่ายทุกปี ถ้าไม่ได้ใช้มันจะเสีย ไอ้นู่นพังไอ้นี่พังไปเรื่อยๆ”
![]()
จากความฝันอยากเป็นคนในเครื่องแบบ เขาพลิกผันมาเลือกเรียนสายเกษตรแทน เพราะเป็นอีกสิ่งที่เขาชอบอยู่แล้ว และก็โชคดีที่มีคนใกล้บ้านที่เป็นเหมือนคนคอยอุปถัมภ์และให้คำปรึกษาพาเขาไปสมัครเรียนที่คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ซึ่งทำให้เขาได้ความรู้เกี่ยวกับการเกษตรครอบคลุมทุกสาขาติดตัวมาเต็มๆ
“ช่วงก่อนเรียนจบไม่นาน ผมเริ่มมองหาลู่ทางในการทำเกษตรจริงๆ โชคดีที่บ้านมีที่ดินอยู่แล้ว จึงเริ่มปลูกมะรุมจากเมล็ดพันธุ์ที่ลุงให้มา”
![]()
4. บทเรียนจากมะรุม
มะรุมเคยทำรายได้ให้เขาเป็นหลัก จากหลักพันต่อสัปดาห์ ขยับไปสู่หลักหมื่น แต่เมื่อผู้คนแห่ปลูกตามกัน ตลาดจึงเริ่มนิ่ง
“ตอนมันดีก็ดีมาก แต่พอมันหายก็คือหายเลย”
บทเรียนครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เขาหยุด แต่ทำให้เขา “มองหาทางหนีทีไล่” ไว้เสมอ
“ผมคิดก่อนจบมหา’ลัยแล้วว่าจะไปทำอะไร เลยมาปลูกมะรุมทิ้งไว้ 20 กว่าต้นตั้งแต่เรียนอยู่ปี 3 พอเรียนจบระหว่างรอประกาศผลอย่างเป็นทางการ ผมก็เริ่มเก็บผลผลิตได้แล้ว ตอนแรกคิดว่าไม่มีตลาด แต่จริงๆ แล้วทางใต้ชอบมาก ตอนแรก ผมตั้งเวลาไว้ 2 ปี ว่าถ้าทำตรงนี้ไม่รอดก็จะไปหางานทำ ผมเก็บมะรุมในพื้นที่ไม่ถึง 1 งาน ทำรายได้ 2000 บาทต่ออาทิตย์ ก็เลยขยายพื้นที่ปลูกเป็น 3 ไร่ มะรุมออกตลอดปี รายได้เฉลี่ยอาทิตย์ละ 7000 แต่ก่อนยังไม่ทำอินทรีย์ ยังฉีดยากันแมลงอยู่เลย บางรอบผมได้เป็นหมื่น ปีหนึ่งเหลือเงิน 2-3 แสน ทำไปทำมาคนก็เริ่มมาปลูกตามเยอะ ก่อนที่จะซบเซา กระแสยามะรุมมาแรง จีนเลยเข้ามากว้านซื้อ ผมขายเมล็ดได้เยอะมาก แต่แล้วตลาดก็นิ่งจนหายไป ระหว่างนั้นเลยไปบวช ทิ้งมะรุมไว้ให้แม่ทำต่อ พอสึกออกมาก็กลับทำมะรุมต่ออีกพัก ปรากฎว่าตลาดเริ่มนิ่งจริงๆ เลยทางหนีทีไล่ หันไปปลูกมันม่วง ปลูกถั่ว แล้วกลับไปเอาเรือลำที่เก็บไว้มาซ่อม ตอนนั้นก็เริ่มคุยกับเขา (ชี้ไปทางภรรยา)
![]()
5. เมื่อฉันแต่งงานกับชาวประมง
ปาล์มเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่ได้ขัดสน ชีวิตมีหน้าที่เพียงเรียนหนังสือ เธอเลือกเรียนวิทยาศาสตร์อาหาร ก่อนจะเข้าสู่โลกการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ชีวิตในระบบสอนให้เธอเข้มแข็งขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยความเหนื่อยล้าที่มองไม่เห็น ชีวิตที่ดูมั่นคงกลับซ่อนคำถามบางอย่างไว้เงียบๆ
ปาล์มเป็นคนกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นลูกหลงที่ห่างจากพี่คนโตถึง 16 ปี คนกลาง 12 ปี คนที่ติดกันก็ห่างถึง 8 ปี เพราะฉะนั้นชีวิตก็ไม่ต้องลำบากมาก มีพี่คอยดูแล มีพ่อแม่เอาใจ ตอนเกิดพ่อทำอาชีพเลี้ยงกุ้ง ทำให้มีรายได้ค่อนข้างดี ตอนเด็กปาล์มเรียบร้อยและขี้อาย ชีวิตวัยเด็กราบเรียบ พอจะจบ ม.6 อาจารย์แนะแนวเชียร์เด็กที่เรียนเก่งให้ไปเรียนคณะวิทยาศาสตร์อาหาร อนาคตมีงานทำแน่นอน เพราะประเทศเราเน้นเรื่องอุตสาหกรรมอาหาร
![]()
“เราเลยเลือกเรียนคณะวิทยาศาสตร์อาหาร ต้องไปเรียนที่ธรรมศาตร์ (รังสิต) แม้ไปอยู่ไกลบ้าน ก็ไม่ได้ไปหลงแสงสีอะไร เรียนจบตามเกณฑ์ เพราะรังสิตตอนนั้นไม่ค่อยมีสิ่งล่อใจ หรูสุดก็มีฟิวเจอร์พาร์ค”
พอเรียนจบปี 2554 ปาล์มไปเวิร์คแอนด์ทราเวลที่สหรัฐอเมริกา เหมือนไปเป็นแรงงานต่างด้าวคนหนึ่ง ทำงานโรงงานช็อคโกแลต มีรถมารับแต่เช้ามืดที่บ้านพัก พอหยุดเสาร์อาทิตย์ก็เหมารถไปเที่ยวรัฐอื่น ทำงานอยู่ 3 เดือน รายรับเยอะ แต่ไม่พอรายจ่าย เพราะค่าเช่าบ้านแพง แถมเที่ยวกันไปทั่ว
“เหมือนเราได้เปิดโลก จากเด็กที่ไม่ค่อยได้เที่ยว ก็เริ่มติดใจการเดินทาง”
หลังจากกลับมา ได้งานเป็นฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานที่ขายในร้านสะดวกซื้อ แต่เกิดน้ำท่วมใหญ่ ต้องรอจนถึงเดือนธันวาคมที่น้ำลด จึงเริ่มเข้าสู่ชีวิตการทำงาน ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมา แต่ไม่ค่อยรู้กระบวนการการทำงาน ต้องปรับตัวอย่างมาก ถูกลูกน้องที่อายุมากกว่าลองภูมิ
“จากคนเรียบร้อย ต้องมานั่งทะเลาะกับลูกน้อง แล้วไปนั่งร้องไห้ในออฟฟิศ”
ดูเหมือนชีวิตจะไปคนละทาง อะไรที่ทำให้มารู้จักกัน?
![]()
6. จุดตัดของสองเส้นทาง
บางความสัมพันธ์เริ่มต้นจากความบังเอิญ แต่เติบโตจากความตั้งใจ
หลังกลับจากอเมริกา ปาล์มตั้งใจว่าทุกปีจะต้องไปเที่ยวต่างประเทศให้ได้สักครั้ง เน้นประเทศละแวกใกล้บ้าน ลาว กัมพูชา มาเลเซีย แต่มีปีหนึ่ง จัดทริปไปบริจาคของที่อำเภออมก๋อย จ.เชียงใหม่ ครั้งนี้เธอได้เจอกับเท ซึ่งเป็นเพื่อนของเพื่อน
“บ้านอยู่ใกล้แค่นี้ แต่ไม่เคยเจอกัน เราตั้งใจไว้ว่าหลังจากบวชจะหาแฟนสักคน เพื่อนชวนไปเชียงใหม่ ก็ว่าจะไปหาสาวเหนือ สุดท้ายก็ได้คนแถวบ้าน” (ฮากันทั้งวง)
หลังทริปเชียงใหม่ไม่นาน ทั้งคู่ก็เริ่มคบหากัน
เมื่อมีสิ่งใหม่ในชีวิตเข้ามา ก็เป็นธรรมดาที่ต้องบอกลาสิ่งเก่า
![]()
7. เมื่อชีวิตคู่คือการเริ่มต้นใหม่
การเลือกใช้ชีวิตร่วมกัน คือการเลือกอนาคตร่วมกันด้วย
หลังแต่งงาน ปาล์มตัดสินใจออกจากงานประจำ
จากชีวิตเงินเดือนสม่ำเสมอ สู่รายได้ที่ขึ้นอยู่กับฤดูกาล
“ตั้งแต่เรียนจบ เราก็ทำงานมาตลอด นานๆ จะกลับบ้านครั้งหนึ่ง มาเมื่อไรก็เห็นพ่อแม่แก่ลงไปทุกที ที่ทำงานก็เริ่มมีปัญหาภายใน เพราะมีการเปลี่ยนผู้บริหาร ต้องปรับตัวกับหัวหน้าใหม่ที่มีสไตล์การทำงานต่างกัน ตอนนั้นคิดว่าอยากออกมาพักสัก 6 เดือน เขาเลยชวนแต่งงานช่วงต้นปี 2565 พอแต่งงานเสร็จบริษัทเก่าก็เรียกเรากลับไปทำงานอีก คราวนี้เซ็นสัญญา 3 เดือน ส่วนเขาก็ทำไร่กับประมงไป พอหมดสัญญาเราก็กลับมาว่างงาน ก็เริ่มอึดอัดที่ไม่มีรายได้ พอดีใกล้ปลายปี Young Smart Farmer ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ของกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดรับสมัคร ก็เลยได้มีโอกาสเข้าร่วม”
![]()
โครงการ Young Smart Farmer สร้างเครือข่ายให้กับสองสามีภรรยาอย่างมาก แต่ก่อนเข้าถึงเมล็ดพันธุ์หรือต้นพันธุ์ได้ยาก พอเข้าโครงการนี้ทำให้สามารถโทรศัพท์คุยกับเกษตรจังหวัดหรือเกษตรอำเภอได้โดยตรง ขอคำแนะนำหรือขอผลิตภัณฑ์ที่ทำแจกสำหรับเกษตรกรได้เลย เช่น น้ำหมัก กากน้ำตาล และยังสามารถเข้าถึงหน่วยงานรัฐอื่นๆ เช่น กรมพัฒนาที่ดิน กรมพัฒนาชุมชน ได้อีกด้วย
“เขามีโควต้าแจกให้หมดอย่างเช่นปอเทืองที่เอามาไว้ปลูกปรับปรุงบำรุงดิน พด.11 พด.13” เทที่นั่งฟังอยู่เสริมขึ้นมา
“แต่ก่อนเราจะเข้าไม่ถึงแหล่งข้อมูล แต่พอมาเป็นยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์แล้วเขาจะมีคนคอยส่งข่าวว่าปีนี้จะมีงบทำเรื่องโน้นเรื่องนี้ เราก็เขียนโครงการขอได้” ปาล์มสำทับ
พอได้ไปอบรมโครงการ Young Smart Farmer ก็เหมือนได้โจทก์กลับมาว่าทำยังไงให้ผลผลิตขายได้ดีมีราคา เนื่องจากทั้งคู่เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ จึงไม่ต้องการปลูกแล้วแค่ขายให้พ่อค้าแม่ค้า ทำแบบนี้ก็ดูเหมือนไม่ได้มีอะไรพัฒนาเปลี่ยนแปลง ไม่ได้แก้ปัญหาเดิมๆ
![]()
8. เมื่อประตูบานหนึ่งปิดลง ประตูอีกบานหนึ่งจะเปิดเสมอ
หัวมันที่ถูกวางทิ้งไว้ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด เพราะรสชาติของมันหัวนั้น “ดีเกินคาด” คำถามก็เริ่มต้นขึ้น จากการค้นหาข้อมูล สู่การสร้างจุดขาย และสุดท้ายกลายเป็น “สวน” ที่ผู้คนเดินทางมาเพื่อขุดมันด้วยตัวเอง
“ก่อนแต่งงานผมปลูกมันม่วง ราคาตกจนต้องไปอ้อนวอนให้เขาซื้อ พอดีว่ามีมันพันธุ์ใหม่กำลังมา เขาเรียกกันว่าพันธุ์ขาวผักกาดญี่ปุ่น ผมเลยไปค้นชื่อพันธุ์จริงๆ ก็พบว่าชื่อคุริโคกาเนะ พูดได้ว่าผมเป็นคนทำให้เขาหันมาใช้ชื่อนี้กันหมด
ตอนนั้นเราเริ่มใช้เคมีน้อยลงแล้ว แต่ก็ยังฉีดยาฆ่าหนอนอยู่บ้าง เลยคุยกันว่าต้องมีการเปิดสวนให้เป็นที่รู้จัก เราได้รับการช่วยเหลือเชิญนายอำเภอมาทำพิธีเปิดให้”
![]()
“เรารู้จักเกษตรอำเภอ พอเราเชิญมาร่วมพิธีเปิด เขาก็ไปเชิญนายอำเภอให้อีกที ท่านชื่อปรีดา สุขใจ มา ตอนนี้เป็นรองผู้ว่าจังหวัดประจวบฯ ไปแล้ว พอนายอำเภอมา นักข่าวก็มาด้วย ทำให้คนรู้จักสวนเรามากขึ้น ตอนนั้นราวปี 2566 เราเองยังไม่มีเพจเลยด้วยซ้ำ ตอนนั้นยังไม่มีใครทำแบบเรา ที่ให้คนมาขุดมันเองที่สวน และขายของหน้าสวน
นายอำเภอแนะนำให้ทำเป็นเกษตรอินทรีย์ เพราะปกติก็ใช้เคมีเพียงแต่น้อยอยู่แล้ว ซึ่งสวนนายเทก็รับลูกทำตามทันที แต่การหักดิบทำแบบอินทรีย์เต็มร้อย ผลผลิตกลับลดลงเรื่อยๆ จากตอนแรกก็ยังดีอยู่ เพราะในดินยังมีปุ๋ยเคมีหลงเหลือ การจัดการ ต้นทุน เพิ่มขึ้นหมด เลยปรับแผนด้วยการปลูกถั่วสลับกับมัน ปลูกหมุนเวียนกันไป ผลผลิตก็กลับมาดีขึ้น จนในภายหลังสามารถขอมาตรฐานรับรองเกษตรอินทรีย์ให้กับถั่ว มัน และแตงโม
การทำเกษตรอาจไม่ใช่เรื่องของสูตรสำเร็จ แต่คือการทดลองที่ไม่มีวันจบ จากการลดสารเคมี สู่การใช้ธรรมชาติจัดการธรรมชาติ แมลงหางหนีบ จุลินทรีย์ หรือแม้แต่คอกไก่ ล้วนถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ
“ผลผลิตอาจน้อยลง แต่เราคุมคุณภาพได้”
และนั่นทำให้พวกเขาได้ลูกค้าอีกแบบหนึ่ง
![]()
“ก่อนแต่งงานมีโปรเจกต์หนึ่งที่ลงทุนร่วมกันมาคือปลูกอัญชัญ เพราะคนที่เขาขายต้นพันธุ์บอกว่าจะรับซื้อผลผลิต แต่โปรเจ็กต์นั้นก็ล่มไป เพราะรายละเอียดในการส่งจุกจิก คนรับซื้อต้องดูคุณภาพว่าตรงตามที่ต้องการไหม สีซีดไปบ้าง แห้งไปบ้าง ขึ้นราบ้าง เขาก็ไม่ให้ผ่าน พอเป็นแบบนี้ผมก็เริ่มเบื่อๆ
พอดีผมมีหัวมันที่ขอมาจากไร่ที่เอายอดมันเขามาปลูก แต่ยังไม่เคยชิม เก็บมาวางไว้จนลืม วันหนึ่งมองหาของหวานกินหลังมื้ออาหาร เจอมันหัวนี้วางอยู่ เลยเอามาห่อฟอยล์ แล้วโยนลงเตาถ่านที่ต้มข้าวให้หมู ไฟกำลังจะมอด ก็โยนๆ ทิ้งไว้ พอกินข้าวเสร็จก็เอามาแกะดู สีมันสวยและเนื้อฉ่ำเยิ้มน่ากินมาก”
มันหัวนั้นหวานแบบคาดไม่ถึง คล้ายกับมันญี่ปุ่น เมื่อหาข้อมูลเพิ่มพบว่ามันเปลือกสีขาวนี้เป็นสายพันธุ์ที่ชื่อว่า “คุริโคกาเนะ” ยิ่งทิ้งไว้นานจะยิ่งหวานขึ้น ขณะที่มันไทยทิ้งไว้นานจะไม่หวาน และเป็นเสี้ยน
![]()
“เราเลยมีจุดขายบวกกับเรื่องการใช้สารเคมีน้อยด้วย ทำให้คนเริ่มมาที่สวนของเรา”
พอเปิดสวนแล้ว ผลผลิตขายดีมาก มีทั้งหนังสือพิมพ์ ทั้งรายการทีวีแวะเวียนมาถ่าย เพราะในพื้นที่ใกล้เคียงไม่มีใครทำกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบนี้ ประกอบกับเป็นช่วงที่โควิดเพิ่งซา คนเริ่มออกเที่ยว พอมีร้านค้าที่หน้าสวน คนเลยพากันมา เพราะอยากได้ของโดยตรงจากสวนจริงๆ
“ผมได้แรงบันดาลใจจากคลิปของญี่ปุ่นที่เขาขายของหน้าสวน มีหมานั่งเฝ้าอยู่ตัวหนึ่ง มี QR Code วางไว้ให้สแกนจ่าย เลยเอามาทำที่สวนบ้าง ใครสะดวกจ่ายเงินสด เราก็มีกระป๋องใส่เงินวางไว้” นายเทเล่าถึงที่มาของการเริ่มต้นการท่องเที่ยวเชิงการเกษตรของตน
![]()
9. เกษตรอินทรีย์ ถึงทำได้น้อย และเหนื่อยกว่าบ้าง นอกจากสบายใจแล้ว ยังมีลูกค้าที่พร้อมจ่าย
การท่องเที่ยวเชิงเกษตรสามารถเลี้ยงสวนและสองสามีภรรยายได้ก็จริง แต่ไม่สามารถครอบคลุมทั้งครอบครัว เลยยังต้องทำอาชีพประมงควบคู่ไปด้วย
แต่การทำงานที่ต้องพึ่งพาแรงงานก็มีความเสี่ยง เพราะไม่วันใดวันหนึ่งเขาก็ต้องแยกย้ายไปทำงานที่อื่น จากที่เกือบจะลงตัว ให้คนานเฝ้าสวน และตัวเองออกทะเลดูเรื่องประมง กลับกลายเป็นว่าต้องทำเองทั้งสองอย่างเมื่อลูกจ้างลาออก งานที่ล้นทั้งสองมือก็เลยทำให้ผลผลิตลดลง
“รายได้จากการทำประมง เราจะให้เขาเก็บไว้สำหรับการชำระหนี้หรือลงทุนก้อนใหญ่ แต่เงินจากสวนเราจะเก็บไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ถึงมันที่เรามีจะผลผลิตไม่มากแต่ทำราคาได้ เราเอาผลผลิตมาแปรรูปขายออนไลน์ได้ แถวนี้ไม่ค่อยมีรถผ่านเข้ามา แต่ถ้ามีรถยนต์หรูๆ มารู้ได้เลยว่านี่คือลูกค้าเรา” ปาล์มเล่าถึงห้วงเวลาที่ต้องลงมือทำเองทุกอย่าง
![]()
เมื่อเลือกเส้นทางเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบ ก็ต้องใส่ใจใสรายละเอียดที่มากขึ้นเป็นเงาตามตัว ต้องให้ธรรมชาติช่วยจัดการกันเอง โดยเฉพาะเรื่องแมลงศัตรูพืชต่างๆ
“เราเลี้ยงแมลงหางหนีบ เขากินศัตรูพืชเป็นอาหาร กินไข่แมลงและแมลงตัวเล็กๆ เขาจะมุดอยู่ตามดิน และต้องแม่นยำในการเก็บเกี่ยว ย่างหัวมันมีอายุที่ชัดเจน ถ้าเราเก็บทัน แมลงจะไม่ทันมารบกวน” เทเล่าถึงรายละเอียดการจัดการศัตรูพืชแบบธรรมชาติ
ตั้งแต่ก่อนแต่งงาน เททำถั่วไว้หนึ่งไร่ ได้ผลผลิตหนึ่งตัน ปุ๋ยก็ไม่ค่อยใส่ น้ำก็ไม่ค่อยรด แต่ได้ผลผลิตดีมาก ถั่วหนึ่งฝักมี 5 เมล็ด ซึ่งแปลว่าแปลงปลูกนี้สมบูรณ์ สาเหตุเพราะอยู่ใกล้บ่อปลาดุก น้ำจากบ่อปลาซึมมาก็เป็นธาตุอาหารอย่างดีให้ดิน
![]()
“พอไม่ใช้สารเคมี เราก็ได้กลุ่มลูกค้าที่เขามีกำลังซื้อสูง ซื้อง่าย ถึงแม้ว่าลูกค้ากลุ่มนี้จะมีจำนวนไม่มาก แต่เราสามารถทำราคาได้ เราเลยใช้วิธีนี้ในการปลูกมาตลอด” ปาล์มที่นั่งอยู่ข้างๆ เสริม
เดิมทีในช่วงแรกที่ทำเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบบ ทั้งคู่ยังไปขอ พด. (สารเร่งจุลินทรีย์ พด. ของ กรมพัฒนาที่ดิน เป็นจุลินทรีย์ประสิทธิภาพสูงที่คัดเลือกมาเพื่อการเกษตร ช่วยย่อยสลาย ทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ ปรับปรุงดิน และควบคุมโรคพืช/แมลง) กรมพัฒนาที่ดินแจกให้ฟรีมาใช้
“พด.ที่เอามาจากกรมพัฒนาที่ดิน จะต้องเอามาผสมและหมักก่อน ซึ่งใช้เวลานาน เดี๋ยวนี้มีบริษัทที่ผลิตจำหน่ายแบบผสมน้ำแล้วใช้ได้เลย เป็นพวกเชื้อรา เช่น ไตรโครเดอร์มา บีเอส (บาซิลลัสซับทิลิส) เขาจะผลิตมาในรูปแบบที่แห้งแล้ว สามารถผสมน้ำใช้ได้เลย” ปาล์มเสริมด้วยความแม่นยำในข้อมูลการเกษตร แทบไม่เหลือเค้าพนักงานออฟฟิศ
“แต่หลายตัวก็สามารถต่อเชื้อสดได้ เช่น ไตรโคเดอร์ม่า เมตาไรเซียม ไตรโคเดอร์ม่าเราถือว่าเป็นเชื้อราที่แรงมาก สามารถทำลาย “เห็ด” ที่เป็นราชั้นสูงได้ ต้องใช้อย่างระวัง เราต่อเชื้อจากข้าวได้ ใช้ข้าวเป็นตัวเพาะเลี้ยง ถ้าข้าวมีราสีดำ สีแดง สีเหลืองขึ้น ปล่อยมันไปเลย เดี๋ยวมันจะกลายเป็นสีเขียว...” เทต่อประโยคไม่ขาดตอน
“ไตรโคเดอร์ม่าเป็นเชื้อราสีเขียว เป็นเชื้อที่ตายยาก การใช้พวกสารชีวภัณฑ์จะเห็นผลช้า คนที่เคยใช้สารเคมีแล้วไม่ทันใจ เขาก็กลับไปใช้สารเคมี” ปาล์มต่อ
“แต่เดี๋ยวนี้ บีที ก็กำจัดหนอนได้เร็วเห็นผลเร็วเหมือนกัน” เทเติม
![]()
“ต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ บางครั้งเกษตรกรมาอบรมแล้วก็เอาไปใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ก็จะไม่เห็นผล เขาก็จะกลับไปใช้สารเคมีเหมือนเดิม บางทีใช้เกินขนาดจนแมลงหรือเชื้อโรคมันปรับตัวจนดื้อยา เขาก็ต้องใส่เพิ่มเข้าไปเรื่อยๆ ต้นทุนก็สูงขึ้นๆ เมื่อก่อนเกษตรกรที่ทำไร่ ปลูกมันกันแทบทุกเจ้า ตอนนี้แทบไม่เหลือ มีแต่เราที่ทำแปลงใหญ่ วงจรเกษตรก็มักเป็นแบบนี้ เวลาอะไรที่ราคาสูงก็จะแห่ไปปลูกตามกัน อย่างตอนนี้ถั่วราคาดี ก็ปลูกถั่วกันทั่ว แต่พอปลูกแล้วเปลือกเป็นสีดำ โรงงานที่จะเอาไปต้มขายก็ไม่รับซื้อ” ปาล์มแทรก
“ก็เขารดน้ำมากเกินไป รถน้ำกันตั้งแต่กลางคืนความชื้นเลยสูง ทำให้เปลือกมีลายสีดำ แต่ของเราแห้ง ด้วยความที่ทำเกษตรแบบไม่มีเวลา อาจจะลดน้ำน้อยไปหน่อย แต่กลายเป็นผลดี เราไม่ค่อยรดน้ำบ่อย พอเหี่ยวถึงค่อยรด ถั่วของเราได้ชื่อว่าเป็นแปลงแรกๆ ที่ปลูกแล้วเปลือกขาว ดินของคนอื่นก็ดินเดียวกับเรา แต่ของเขาหับไปหมดแล้ว” เทเสริม
“หับคือเป็นดินที่ไม่มีอินทรีย์วัตถุ เพราะเขาใส่แต่ปุ๋ย ซึ่งจะทำให้สภาพดินเสีย โครงสร้างไม่ร่วนซุย ปลูกอะไรก็ไม่งาม เหตุผลอีกอย่างที่เราเลิกใช้สารเคมีเพราะว่าแพง แล้วคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน” ปาล์มพูด
“ถ้าเราลงทุนกับปุ๋ยเคมีแล้วผลผลิตไม่ได้ตามที่คาด ก็ไม่คุ้มทุน กลับกันถ้าเราใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ถึงผลผลิตน้อย แต่เราก็ไม่ได้เสียอะไรเยอะ คอกไก่นี้เป็นตัวทดลอง อย่างแปลงที่เห็นเราปลูกฟักทองอยู่ตอนนี้ ตอนแรกปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น มีแต่หญ้า พอเราเอาคอกไก่มาลง อย่างน้อยเราก็ขายไข่ได้ หรือขายไม่ได้เราก็มีไข่กิน แล้วเราก็ได้ปุ๋ยขี้ไก่ แถมมันกินหญ้ากินวัชพืชให้เรา และเข้าแนวคิดไข่ไก่อารมณ์ดี พอย้ายคอกเราก็ปลูกต้นไม้แทน อย่างที่ปลูกฟักทองอยู่ตอนนี้ก็ให้ผลผลิตดีมาก” เทตาม
![]()
“ทุกอย่างเราเริ่มจากศูนย์ ไก่พวกนี้เราได้มาฟรี เพราะ 20 ตัวแรก คนรู้จักให้มา แล้วเราก็เก็บเงินจากการขายไข่ไปซื้อไก่มาเพิ่ม ต่อยอดไปเรื่อยๆ อย่างตอนนี้ที่เราไม่มีผลผลิต ไข่ไก่ก็ทำรายรับให้เราพอดี มันช่างบังเอิญที่มีคนเอาเมล็ดฟักทองพันธุ์ไข่มันลืมผัวมาให้เราแบบฟรีๆ เขาบอกว่าถ้าปลูกแล้วได้ผลดี ให้คืนเขาไปตามจำนวนลูกที่ให้มา เราก็คิดไว้แล้วว่าที่ตรงคอกไก่ต้องทำประโยชน์ให้ได้แน่ๆ เราก็ได้เมล็ดฟักทองราคาแพงมาพอดี” ปาล์มต่อ
“เราวางแผนไว้แล้วว่าที่ตรงนี้จะปลูกอะไรก็ได้ รับรองว่างามหมด พอคนให้เมล็ดฟักทองมา ปาล์มก็เพาะทีเดียวหมดเลย ตอนแรกเรากะว่าจะกั๊กเมล็ดไว้สักหน่อย ปรากฏว่าขึ้นพรึ่บ” เทพูดพลางยิ้ม
“ปกติเราไม่ใช่คนที่ปลูกอะไรแล้วขึ้นง่ายๆ แต่ล็อตนี้ขึ้นมาเต็มอัตราเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วผลผลิตก็ดีมาก เราขายได้ถึงกิโลกรัมละ 90 บาท เป็นจังหวะที่เรากำลังหารายรับทดแทนอยู่พอดี” ปาล์มภูมิใจ
พอลงลึกในรายละเอียดของการกสิกรรม ทั้งสามีและภรรยาก็พรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย จนคนชวนคุยแทบจะเป็นอากาศธาตุ ทั้งเสริมทั้งต่อกันเป็นฉากๆ โดยทั้งหมดทั้งมวลเต็มไปด้วยน้ำเสียงแห่งความภาคภูมิและความสุข เป็นชีวิตแห่งความสุขที่ทั้งคู่เลือกเดินไปด้วยกัน
![]()
10. รายได้ที่มากกว่าการปลูก
ในโลกเกษตรยุคใหม่ สิ่งที่ขายอาจไม่ใช่แค่ผลผลิต แต่คือ “วิธีคิด”
จากมันสด สู่มันแปรรูป จากหน้าสวน สู่หน้าห้าง
รายได้ไม่ได้มาจากแปลงเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการต่อยอด
“เราอยากให้คนรู้จักสวนมากขึ้น ก็เลยขอเกษตรอำเภอไปขายที่หน้าห้างมาร์เก็ตวิลเลจที่หัวหินกับเครือข่ายเพื่อเป็นการเปิดตัว เอาผลผลิตที่มีไม่มากอย่างมะละกอ กล้วย ผักสวนครัวสดๆ ไปขายเดือนละครั้ง และไปขายตามงานต่างๆ ถามว่ารายรับเยอะไหม ก็ไม่ได้เยอะและขายยาก จนเราต้องปรับตัวและแปรรูปผลิตภัณฑ์เป็นมันกรอบเป็นกล้วยอบธัญพืชอะไรแบบนี้ เน้นสินค้าที่พร้อมทานมากขึ้น” ปาล์มเล่าถึงความพยายามในการประชาสัมพันธ์สวนและจุดเริ่มต้นในการแปรรูปสินค้าเกษตรของตัวเอง
ทำเกษตรมันอยู่นิ่งไม่ได้
“ต้องหาอะไรทำไปเรื่อยๆ อย่างตอนนี้มีโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ถั่ว เพราะเรากลัวว่าวันหนึ่งจะมีปัญหา เช่นเปลือกลายแล้วแม่ค้าไม่รับซื้อ ถูกตีคืนจนต้องเอามาทำเมล็ดพันธุ์อย่างเดียว ถ้าเป็นแบบนี้เราจะทำอะไรได้อีกบ้าง ก็เลยคิดทำเนยถั่ว ซึ่งเป็นการต่อยอดไปอีกรูปแบบหนึ่ง”
การเกษตรหยุดนิ่งไม่ได้ และก็เหน็ดเหนื่อย แต่ก็ยังไม่หยุดที่จะมุ่งหน้าเดินต่อไป
![]()
“ต้องแยกระหว่างรวยกับยั่งยืน ถ้าอยากรวยก็ต้องทำพืชเชิงเดี่ยว ทำเยอะๆ ไปเลยทีเดียว เก็บขายทีก็ได้ก้อนใหญ่ แต่ที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้คือเราทำแบบยั่งยืน ถึงไม่รวยแต่มันก็ไม่ล้ม เราใช้ทฤษฎี 30 30 30 10 ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็คือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั่นแหละ โดยจะแบ่งความเสี่ยงไปไว้ที่พืชไร่ พืชยืนต้น พืชล้มลุก คือเราจะปลูกพืชหลากหลายและปลูกพืชหมุนเวียนด้วย” เทอธิบายถึงวิธีคิดในการดำเนินชีวิตของเขา
“ยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็เช่น เรามักจะเห็นข่าวว่ามีกลุ่มเกษตรกรเอาผลผลิตไปเทหน้าทำเนียบเพราะราคาตกต่ำ ที่เป็นแบบนั้นเพราะเขาปลูกจำนวนเยอะมาก พอเก็บผลผลิตทีก็จะได้เงินเป็นกอบเป็นกำ แต่วันไหนที่ล้นตลาด แล้วราคาตก เขาจะไม่สามารถพยุงตัวเองได้ แต่อย่างเราปลูกทีละไร่สองไร่ ถามว่าจะรวยได้ไหม เรารวยได้แน่นอนแต่ต้องต่อยอด
“เราต้องมองทิศทางของตลาดให้ออก ต้องรู้ว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ตรงไหน และจะก้าวต่อไปอย่างไร ถ้าไม่มีจุดยืนมันจะเคว้งไปหมด ที่เราเริ่มกลับไปทำประมง เพราะมองว่ารายรับตรงสวนนี้เริ่มมีปัญหา จึงต้องเริ่มหาอะไรมาถ่วงดุล ช่วงที่ไร่ไม่มีผลผลิต ก็ยังมีเรือออกไปทำประมงได้”
แต่การทำประมงก็มีค่าใช้จ่ายเช่นกัน เพราะอวนสำหรับจับสัตว์น้ำแต่ละชนิดมีความต่างกัน แต่ก่อนจับหมึกอย่างเดียวพอมามาจับกุ้งด้วยก็ต้องเพิ่มอุปกรณ์ แล้วถ้าจะซื้ออวนสำหรับจับปลาอวนจาระเม็ดด้วยก็ต้องมีอวนอีกหนึ่งชุด ซึ่งอวนจาระเม็ด 1 ห่อ ค่าทำต้นทุนอยู่ที่ 10,000 บาท พอทุกอย่างมีต้นทุน จึงต้องตัดสินใจให้ดีว่าจะทำหรือไม่
![]()
“ถ้าเลือกที่จะจับจาระเม็ด เราก็จะได้แต่จาระเม็ด ถ้าไม่ได้จาระเม็ด ปลาอะไรที่มีโอกาสมาติดบ้าง นานๆ ทีอาจจะมีกระพงหลงมาติดบ้าง แต่ด้วยขนาดตาที่ไม่สามารถรับน้ำหนักปลากระพงได้ เพราะปลากระพงตัวมีทรงกลมและมีแรงมากกว่าจาระเม็ดตัวแบนๆ น้ำหนักกิโลฯ กว่าๆ ถ้าเทียบกับอวนกุ้งแล้วเหนื่อยน้อยกว่า อีกทั้งได้งานในไร่ได้เหมือนเดิม เพราะเราออกเรือแค่ช่วงเวลาเย็นๆ นิดเดียว ก็อาจจะคุ้มกว่า”
11. การอยู่รอดในโลกที่ไม่แน่นอน
เมื่อโลกเปลี่ยนเร็ว สิ่งเดียวที่ต้องนิ่งคือ “สติ” ต้องมองให้ขาด สวนอาจไม่มีผลผลิต แต่ทะเลยังมีปลา หรือเมื่อทะเลเงียบ สวนก็ยังพอเลี้ยงชีวิตได้ การมีหลายทางเลือก คือวิธีรักษาสมดุลของชีวิต
ด้วยความที่ทั้งคู่เป็นสมาชิกของ Young Smart Farmer จึงมักถูกเชิญเข้าร่วมอบรมอยู่เรื่อยๆ ทำให้มีรายได้อีกช่องทางหนึ่งคือการเป็นวิทยากร เพราะฉะนั้นเวลามีงานอะไรที่หน่วยงานรัฐขอความช่วยเหลือก็จะเข้าร่วม บางครั้งก็ได้เงินสมทบมาสนับสนุนทำโครงการต่างๆ เพราะฉะนั้นวิถีเกษตรแบบของนายเท จึงไม่ได้อยู่ในไร่ทั้งวันตั้งแต่ตีสี่แบบเกษตรกรทั่วไปเพราะปรับให้กับตามไลฟ์สไตล์ของตัวเอง
![]()
“ถ้าสมมุติว่าเราทำอย่างเดียวเต็มพื้นที่เลยนะ แล้วเราไม่ได้ไปทำอย่างอื่นเลย ตีไปเลยว่าจะได้ผลผลิตประมาณ 3 ตัน ได้เงินประมาณ 1 แสนกว่า เฉลี่ยแล้วเดือนละ 30,000 หักต้นทุนไปครึ่งหนึ่ง เราจะเหลือเงินประมาณเดือนละ 15,000 แต่ไม่ใช่ว่าปลูกอันนี้แล้วรอไปสามเดือนค่อยเก็บผลผลิต พอเดือนหนึ่งผ่านไป เราก็เริ่มปลูกคร็อปต่อไปแล้ว เพื่อให้สามารถเก็บผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง”
เพื่อนของทั้งคู่เคยสงสัยว่า ทำไมไม่กลับไปทำงานเอกชน เพราะดูเราทำแล้วรายได้ไม่ค่อยแน่นอน เพราะตอนทำงานประจำก็ได้เงินเดือนเยอะ จะได้มีรายรับสองทาง แต่ทั้งคู่บอกว่า สิ่งที่ทำอยู่นี้ไม่ได้ทำไปวันๆ แต่มีแผนไปต่อในอนาคต มีโปรเจ็กต์ใหม่ๆ วางแผนรอไว้อยู่แล้ว เช่นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำอย่างไรให้มันหนึ่งหัวมันมีมูลค่ามากขึ้น
“เรามีโปรเจ็กต์ในหัวว่าจะทำยังไงให้งานได้ประสิทธิภาพสูงสุด เพราะเราไม่ใช่คนขยัน แต่เป็นคนทำงานไว คนขยันจะทำงานเรื่อยๆ ส่วนคนขี้เกียจจะทำงานเร็ว เพราะอยากให้งานเสร็จไวๆ เราก็มานั่งหาวิธีทำเร็วแต่ได้ผลลัพธ์เท่ากัน ทำเรือประมงก็เหมือนกัน หน้ามรสุมเรือจะถูกจอดทิ้งไว้ พอถึงฤดูออกเรือก็จะเอาขึ้นมาซ่อม บางคนเขาก็แต่งแล้วแต่งอีก แต่เราเอาเรือขึ้นฝั่งเสร็จ ก็จะบอกช่างเลยว่าทำเรือแค่ 4 วันนะ เสร็จให้ได้ตามเวลาแล้วลงน้ำเลย ห้ามแต่งไปเรื่อยต้นทุนมันจะลาม”
![]()
12. ถึงคนที่อยากจะลาออกจากงานประจำ
ความเป็นอิสระก็มีราคา และไม่ใช่ทุกคนจะพร้อมจ่าย
คำแนะนำที่พอจะบอกต่อกันได้ไม่ใช่การ “กล้าออกมา” แต่คือการ “ค่อยๆ เริ่ม” เริ่มจากเล็กๆ เริ่มจากความเข้าใจ และเริ่มโดยไม่ทิ้งทุกอย่างในครั้งเดียว
“สำหรับคนที่สองจิตสองใจ เราอยากให้ลองทำไปพร้อมๆ กับงานประจำก่อน ถ้าใครที่มีที่อยู่แล้ว ก็ลองไปดูว่าที่นั้นพอจะทำอะไรได้บ้าง พืชแต่ละชนิดมีรายละเอียดเยอะ ไปศึกษาให้ดีก่อน หาความรู้ให้ดี ไม่ใช่ว่ามาลงทีเดียวแล้วเจ๊งจนต้องกลับไปทำงานใหม่ ลองเริ่มทำจากแปลงเล็กๆ ไม่มีที่ก็ไปลองเช่าทำดู ลองเรียนรู้กับการลงมือทำไปก่อนทีละนิด แล้วค่อยขยาย จนพอที่จะเลี้ยงตัวเราได้แล้วค่อยออกจากงาน ช่วงแรกอาจจะจ้างเขามาทำเป็นล็อตๆ ดูก่อน แล้วต้องมองยาวๆ ด้วยว่าสิ่งที่เราปลูกจะขายไปได้อีกนานไหม หาทางหนีทีไล่ตลอด แต่ถ้าไม่เริ่มอะไรเลย เราก็อยู่ที่เดิม” เทน้ำเสียงจริงจัง
![]()
“คนที่จะออกจากงาน ต้องเริ่มจากการที่ไม่มีภาระก่อน อย่างเราออกมาไม่ต้องมีภาระผ่อนรถผ่อนบ้าน แต่ต้องปรับตัวนะ คนที่เคยมีเงินเดือนประจำเวลาจะใช้จ่ายอะไรมันก็จ่ายได้ง่าย แต่พอมาทำเกษตรเงินจะได้เป็นรอบๆ รอบนี้อาจจะได้น้อยรอบนี้อาจจะได้มาก มันไม่ได้มีหลักประกันอะไรเลย คุณอาจจะได้ชีวิตที่เป็นอิสระมากขึ้น ไปไหนมาไหนสะดวกไม่ต้องลาไม่ต้องขาดงาน แต่คุณต้องแลกกับความสะดวกสบายบางอย่าง อย่างเราแต่ก่อนนี้สามารถวางแผนไปเที่ยวต่างประเทศได้ปีละสองครั้งกับเพื่อน แต่เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเดิม เพราะต้องประหยัด แต่ก็แลกกับเวลาที่มีมากขึ้น ไม่ใช่ว่าจะดีไปเสียทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้มีอะไรแย่เกินไป” ปาล์มซึ่งอดีตเคยทำงานประจำรู้ดีว่าต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง
สองสามีภรรยาบอกว่า ต้องเตือนคนที่ทำงานประจำแล้วอยากออกมาทำเกษตรว่ามีแรงกดดันเยอะ คนรอบตัวจะคอยจับตามองว่าเราจะไปรอดไหม ทำได้จริงหรือไม่ ต้องมองให้ออกว่าจะทำเพื่ออะไร ถ้าจะหวังรวยแล้วลงทุนไปทีเดียว ถ้าล้มคุณต้องรับให้ได้ หรือถ้าทำอะไรแปลกๆ คนรอบข้างก็จะครหาอีก เช่นเอาคอกไก่มาไว้หน้าสวน คนอื่นก็จะมองว่าเอามาทำไมทั้งขี้เป็ดขี้ไก่สกปรก แต่ทั้งคู่มองว่าเป็นการให้คนเห็นว่าเลี้ยงไก่เองจริงๆ ไข่ของฟาร์มเป็นไข่ไก่อารมณ์ดีจริงๆ ก็จะมีลูกค้าที่ชอบอะไรแบบนี้ อย่างชาวต่างชาติชอบมาก เพราะเห็นว่าเลี้ยงเอง
“ทำเกษตรรับรองว่าสมบูรณ์เรื่องอาหารการกินแน่นอน แม้ว่าจะไม่ได้เอาไปขาย เราก็มีกินของเราเอง” นายเทพูดเจือรอยยิ้ม
![]()
ใครที่เคยบอกว่าทำการเกษตรเป็นงานใช้แรงไม่ต้องใช้สมอง จากที่ฟังทั้งสองเล่ามานี้ทำให้ต้องคิดใหม่เลยทีเดียว เพราะเขาทั้งสองมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ และมีการลงทุนที่น้อยมาก นั่นเป็นเพราะเขาคิดอย่างรอบคอบ และใช้ความรู้ทักษะที่มีมาแก้ปัญหา ต่อยอด ทำให้เห็นว่าแม้ว่าเราจะไม่มีความรู้เรื่องการเกษตรเลย ก็ยังมีหน่วยงานต่างๆ ที่พร้อมให้คำปรึกษาและทุนสนับสนุน เมื่อมาผสมผสานกับความรู้ความเข้าใจทางสังคมเศรษฐกิจที่มีอยู่แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่เราจะลองเริ่มต้นเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพและอยู่รอดได้ แม้ว่าเรายังเดาทิศทางของอนาคตโลกไม่ออกก็ตาม
อุดหนุนผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูปของสวนนายเทได้ที่หน้าสวน
หรือทางออนไลน์ เพจสวนนายเท มันหวานญี่ปุ่น ปากน้ำปราณ
และของทะเลที่ เพจนายเท
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
