ชมงานศิลป์กินอาหารแซ่บร้านเป็นลาวพระราม 7
ลิ้มรสงานอาร์ตนอกแกลลอรี่ จาก “ศราวุธ ดวงจำปา” ศิลปินแห่งชาติ
ด้วยความเชื่อแบบเดียวกันว่าถ้าในวิถีชีวิตคนเราได้แวดล้อมด้วยงานศิลปะดีๆ มันจะส่งผลให้สังคมเราขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างสร้างสรรค์กว่าที่เป็นอยู่
กลายเป็นที่มาให้คนจากสองแวดวงได้โคจรมาพบกัน ระหว่างคุณเตเต้-พันชนะ วัฒนเสถียร ผู้ก่อตั้งร้านอาหารเป็นลาว และ อ.เหมี่ยว-ศราวุธ ดวงจำปา ศิลปินแห่งชาติ ที่คิดตรงกันว่าศิลปะควรอยู่ในพื้นที่อื่นๆ ของชีวิตด้วย ไม่เพียงแสดงในมิวเซียมหรือแกลลอรี่เท่านั้น
![]()
จะเป็นเพราะความคุ้นเคยกันดีระหว่างทั้งคู่ที่เคยร่วมงานกันมาตั้งแต่คุณพันชนะยังทำงานอยู่มูลนิธิอมตะที่มักจะมีโครงการสนับสนุนศิลปินอย่างเนืองๆ หรือเพราะมีพื้นเพเป็นคนโคราชเหมือนกันก็ไม่อาจทราบได้ ทำให้วันนี้ร้านเป็นลาว สาขาพระราม 7 ได้กลายเป็นพื้นที่แสดงศิลปะขนาดย่อม มีภาพเขียนฝีมือระดับปรมาจารย์ประดับไว้เต็มผนังทั้งสองด้าน เพื่อให้ผู้ที่มารับประทานอาหารได้ดื่มด่ำงานศิลปะดีๆ ไปพร้อมกัน
“บางทีงานเก็บไว้เป็นปีๆ มันก็อยู่ในห้อง การแสดงในหอศิลป์ก็แค่นั้น คนมาดูแล้วก็หายไป แต่ถ้ามาอยู่ในที่สาธารณะ มันก็เกิดประโยชน์กับสังคม คนได้เห็นได้เรียนรู้ แล้วบังเอิญที่นี่มีผนังใหญ่โตมาก ก็น่าทำให้เป็นพื้นที่สำหรับคนมาเห็นมารู้ หรือถ้าใครสนใจก็ซื้อไปได้นะ” Khaoyai Connect มีโอกาสสนทนา กับ อ.เหมี่ยว-ศราวุธ ดวงจำปา ในบ่ายวันหนึ่ง ก่อนที่จะมีงานเปิดร้านอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่วันต่อมา
อ.เหมี่ยว-ศราวุธ ดวงจำปา ที่ผู้คนทั่วไปรู้จักและจดจำ คือ ศิลปินแห่งชาติ ปี 2560 สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) มีผลงานประติมากรรมมากมายทั้งในและต่างประเทศ แต่น้อยคนจะรู้ว่าบนเส้นทางศิลปะ ศิลปินในวัย 74 ได้เดินผ่านอะไรมาบ้าง
![]()
จากเด็กโคราชสู่วิทยาลัยช่างศิลป ก่อนเข้าสู่รั้วศิลปากร
จังหวะดีที่บ่ายวันนั้น อ.เหมี่ยวไม่มีธุระรีบร้อนให้ไปไหน เราจึงได้นั่งลงพูดคุยแบบไม่เร่งรีบถึงชีวิตที่ผ่านมา จุดเริ่มต้นเส้นทางศิลปะ ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย
“ความสนใจศิลปะเริ่มจากที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย จะมีอาจารย์จากเพาะช่าง และศิลปากรไปสอนในชั่วโมงศิลปะ ประกอบกับผมมีน้าที่รู้จักอาจารย์อวบ สาณะเสน ที่วิทยาลัยช่างศิลป ก็เลยมาสอบดู ปรากฏว่าเข้าได้ ตอนนั้นปี 2511 ผมก็มาเรียนที่ช่างศิลป ที่นั่นได้เรียนทั้งพื้นฐานศิลปะ และได้วิชาครูด้วย คือ ประโยคประถมศึกษา เรียนอยู่ 3 ปี ก็ไปสอบเอนทรานซ์เข้าศิลปากร”
ด้วยพรสวรรค์ บวกกับความขยันหมั่นเพียร ในที่สุดเด็กโคราชประตูสู่แดนอีสานก็ได้เข้าเรียนที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สมใจ นับเป็นรุ่นที่ 28 ใช้เวลาร่ำเรียนทั้งสิ้น 6 ปีเต็ม ถือเป็นช่วงเวลาทองคำของชีวิตที่บ่มเพาะความเป็นศิลปินให้งอกงามเติบโต
“ตอนอยู่ปี 1-3 เขาให้เลือก 2 วิชา เอก กับ โท ก็เลือกเรียนปั้นกับภาพพิมพ์ เพราะปั้นนี่ไม่ต้องลงทุนมาก(ยิ้ม) แต่ที่จริงเราก็ชอบทั้งหมดแหละ”
แม้จะเลือกเรียนปั้น แต่ฝีไม้ลายมือเรื่องการเพ้นท์ก็นับว่าไม่เป็นรองใคร เพราะช่วงที่เรียนอยู่ช่างศิลปปี 3 เคยไปประกวดวาดภาพสีน้ำ แข่งกับเด็กปี 1 ศิลปากร ปรากฏว่า อ.เหมี่ยวคว้าถ้วยรางวัลที่ 1 ไปครอง
![]()
“ตั้งแต่ช่างศิลปะแล้ว ผมชอบเขียนสีน้ำ มันง่าย เร็ว แล้วมีความเป็นตัวตนเราด้วย”
ความเป็นตัวตนนี่เองมีส่วนสำคัญต่อการเป็นศิลปินอย่างมาก และไม่รู้ว่าด้วยโชคชะตาที่จะต้องเป็นศิลปินในอนาคตหรือไม่ ที่ทำให้นักศึกษาปี 1 รั้วเขียวเวอร์ริเดียน ณ ขณะนั้น ได้ค้นพบตัวตนในการทำงานศิลปะอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปีแรกที่ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย
“ตอนปีหนึ่งได้ไปรับน้องที่เกาะเสม็ด ผมก็เดินเล่นตามชายหาดไปเรื่อย เก็บเศษหินเศษหอย บังเอิญไปได้เศษปะการังที่กลิ้งไปมา แล้วรูปทรงมันคล้ายคน ใกล้เคียง ดูมีชีวิต มีจังหวะเส้น ผมก็เลยเอามาทำงาน แล้วเอาโครงสร้างของคนเข้าไปจับ มีหัวหน่อย มีหน้าอก แขนขา มันก็เลยมีฟอร์มขึ้นมา แต่ไม่ใช่ปะการังแล้วนะ มันกลายเป็นของเราแล้ว เราเอาโครงสร้างของสิ่งที่มีชีวิตเข้าไปควบคุม ก็เป็นฟอร์มใหม่ของเรา ก็ใช้ตัวนั้นทำงานตั้งแต่ปี 1 เลย แล้วก็ได้คะแนนดีตลอด”
จนกระทั่งงานเริ่มซ้ำ รวมถึงความรู้สึกต่อชิ้นงานที่รู้สึกว่านุ่มเกินไป มีความเคลื่อนไหวมากไป อ.เหมี่ยวที่เป็นนักศึกษาในตอนนั้น จึงเริ่มทดลองนำไอเดียใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้ามา
อ.เหมี่ยว เล่าว่า การทำงานที่เป็นธรรมชาติมากๆ มันนุ่มไป เลยคิดเอาระนาบเข้ามาใส่ จากที่เป็นโวลลุ่ม มีโค้ง ก็เอาเส้นตรงเข้ามาเฉือนออกกลายเป็นระนาบ แล้วก็มีคิวบิสม์ (Cubism) ที่เป็นเรขาคณิตมาผสม เพื่อให้งานแข็งขึ้น มีมิติมากขึ้น งานสนุกขึ้น
“ตอนทำวิทยานิพนธ์ผมทำเป็นกึ่งนามธรรม ใช้โครงสร้างของสามเหลี่ยม แต่จะมีโค้ง มีระนาบ ผสมผสานกัน โครงสร้างเป็นเรขาคณิต ทำให้งานเราแข็งขึ้น แทนที่จะเคลื่อนไหวเฉยๆ มันก็จะมีทิศทาง ทำให้เหมือนมีชีวิต มีคอนเซ็ปต์ คือ การเจริญเติบโต”
กระทั่งวันนี้คอนเซ็ปต์ “การเจริญเติบโต” ก็ยังคงอยู่ จนกลายเป็นตัวตนของตัวเองที่ใครได้เห็นงานปุ๊บก็รู้ทันทีว่านี่คืองานของศราวุธ ดวงจำปา
![]()
“มีรุ่นพี่ตอนนี้เพิ่งได้เป็นศิลปินแห่งชาติ อาจารย์ผ่อง เซ่งกิ่ง แกเห็นงานก็บอกว่าตัวไอ้เหมี่ยว คือ ผมจะมีฟอร์มของตัวเอง แกจำได้ที่เป็นปะการัง ตั้งแต่ตอนที่ผมอยู่ปี 1 แล้วแกอยู่ปี 3 แกบอกว่าแกจำได้”
จุดสำคัญที่ทำให้งานเป็นที่จดจำ มีคอนเซ็ปต์ชัดเจน ส่วนหนึ่งมาจากการที่ อ.เรืองสุข อรุณเวช ประติมากร ที่เพิ่งกลับจากอเมริกาหวนคืนสู่มหาวิทยาลัยพร้อมกับคำว่าคอนเซ็ปต์ และได้นำไปบรรจุเป็นหลักสูตรในการเรียนศิลปะเสร็จสรรพ เพราะมองว่างานศิลปะที่ดีควรมีที่มาที่ไป สามารถพูดได้ว่ามีแนวคิดแบบไหน และจะนำไปสู่อะไร
อีกหนึ่งบูรพาจารย์ที่หล่อหลอมให้ศราวุธ ดวงจำปา เป็นศิลปินในวันนี้ คือ อ.ชลูด นิ่มเสมอ ที่เวลานั้นทำหน้าที่สอนวิชาองค์ประกอบ โดยมีประโยคหนึ่งลูกศิษย์จำได้ขึ้นใจถึงวันนี้
“ผมจำได้ชัดเจนมากว่าคำแรกที่ท่านสอน ท่านบอกที่นี่สอนเป็นศิลปิน การเป็นศิลปินต้องมีตัวตน”
![]()
ด้วยคำพูดชวนฮึกเหิมของ อ.ชลูด ขณะนั้นเองที่ทำให้นักศึกษาทุกคนที่ได้ฟังต่างก็พากันอยากเป็นศิลปินกันถ้วนทั่วทุกคน
“แล้วจะเป็นศิลปินได้ยังไง ก็ต้องขยันทำงาน มุ่งมั่น ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ ต้องมีตัวตนของตัวเอง รับผิดชอบ มีความตั้งใจ และจริงใจ คือ ทำอะไรที่เรารู้สึกจริง เราต้องรู้สึกจริงกับมัน เราอาจจะไปลอกใครติดมาบ้างก็ได้ แต่ต้องค้นหาตัวตนของตัวเอง”
มีเรื่องเล่าเล็กๆ เกี่ยวกับอาจารย์ชลูด คือ ท่านเป็นคนเอาจริงเอาจังอย่างมาก จึงเป็นหนึ่งในอาจารย์ที่นักศึกษาให้ความยำเกรง
“ทุกคนจะกลัวอาจารย์ชลูดมาก บางทีนั่งเล่นกันอยู่ พออาจารย์เดินมาก็รีบวิ่งไปทำงาน บางทีไปกินข้าวท่าช้าง กลับมาอาบน้ำตามข้างตึกกันทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง ก็เป็นส่วนดีส่วนหนึ่ง เพราะเราไม่ไปไหน เราทำงานทั้งวันทั้งคืน ทำให้ได้งาน ตัวเราขยันหน่อยก็ได้งานเยอะ บางทีทำงานเกินจากที่อาจารย์ให้ ที่มันดีคือความเป็นพี่น้อง รุ่นพี่จะแนะนำรุ่นน้อง ซีเนียริตี้เข้มแข็ง น้องก็เคารพพี่ งานที่มหาวิทยาลัยก็เลยค่อนข้างจะก้าวหน้า มีพี่ๆ มาดูแลน้องๆ”
จึงพูดได้อย่างเต็มปากว่ามหาวิทยาลัย คือ สถานที่ที่หล่อหลอมตัวตนของศิลปินแห่งชาติ ศราวุธ ดวงจำปา มากที่สุด
![]()
การเรียนศิลปะในช่วงนั้น ถือเป็นยุคที่ได้ร่ำเรียนจากอาจารย์มากฝีมือหลายท่าน แต่ด้วยเหตุความขัดแย้งภายในทำให้เวลานั้นอาจารย์กว่า 10 คนตบเท้าย้ายไปอยู่คณะประยุกต์ศิลป์ อาทิ อ.วีระ โยธาประเสริฐ อ.ประหยัด พงษ์ดำ อ.สน สีมาตรัง อ.ชำเรือง วิเชียรเขตต์ เป็นต้น ที่คณะจิตรกรรมจึงเหลืออาจารย์ชลูดเพียงคนเดียว แต่มี อ.ประหยัด พงษ์ดำ ย้ายกลับมาในภายหลัง จากนั้นจึงมีรุ่นพี่ปี 5 เริ่มมาเป็นอาจารย์ อาทิ อ.ปรีชา เถาทอง อ.วิชัย สิทธิรัตน์ อ.นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน อ.รุ่ง ธีระพิจิตร อ.กัญญา เจริญศุภกุล เป็นต้น
“ตอนเรียนกับ อ.วีระ โยธาประเสริฐ ผมมารู้ทีหลังจาก อ.สุชาติ เถาทอง ท่านบอกว่าตอนที่ผมเรียนปี 1 อ.วีระ ให้คะแนนภาพเพ้นท์สีน้ำผมเต็มร้อย จากที่ผ่านมาที่คณะไม่มีใครเคยได้เลย”
![]()
คำสอนที่ส่งต่อลูกศิษย์ ทำอะไรต้องรู้สึกจริง ไม่ต้องกลัวเชย
ภายหลังจากเรียนจบศิลปากร อ.เหมี่ยวมีโอกาสไปสอนหนังสือหลายแห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาลัยช่างศิลป และมหาวิทยาลัยศิลปากร จนกระทั่งเกษียณ
“ผมบอกลูกศิษย์ว่า เป็นศิลปินต้องมีความคิดสร้างสรรค์ ต้องมีตัวตนของตัวเอง มีความรับผิดชอบ ขยัน มุ่งมั่น ตั้งใจ และจริงใจ คือ ทำอะไรที่เรารู้สึกจริง เราต้องรู้สึกจริงกับมัน ไม่ต้องกลัวเชย แล้วมันจะค้นพบหาความลงตัวของมันเองได้ ผมบอกเด็กว่าต้องถามตัวเองว่าเราเป็นคนยังไง แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนชอบเงียบๆ สงบๆ งานก็อาจจะนิ่ง บางคนชอบสนุก งานก็จะมีมูฟเม้นท์มีพลัง”
![]()
หลอกตัวเองว่ารู้สึกได้ไหม?
“ถ้าหลอกมันจะเป็นความอยากเป็น เราอยากเป็นเหมือนคนโน้นคนนี้ ก็อาจจะทำไปโดยไม่ถูกนิสัย ในที่สุดมันก็จะเปลี่ยนไปเอง เมื่อไม่ถูกนิสัยมันก็ทำได้ไม่นาน นอกจากเขาจะชอบหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ ก็แล้วแต่ (หัวเราะ) บางทีสอนเด็กว่าอย่าเล่าเรื่องมากเกินไป ศิลปะต้องมีความรู้สึกนะ ที่สำคัญต้องมีคาแรคเตอร์ของตัวเอง สมมติว่าทำเรื่องสงบ แต่สงบแบบไหน ต้องค้นหาคาแรคเตอร์ของตัวเอง ทีนี้การจะค้นพบก็ต้องใช้เวลา และผมก็บอกเด็กว่าอย่าปิดตัวเอง อย่าปิดหูปิดตา ต้องเรียนรู้หมดเลย แม้กระทั่งท่านอาจารย์ศิลป์ยังสอนรุ่นพี่ที่เป็นครูบาอาจารย์ว่าต้องไปดูหนัง มันจะได้ไปเห็นอะไรที่แตกต่างที่บางทีเอามาใช้ได้ กระทั่งเสียงดนตรี หรืออาหารก็สามารถเอามาทำงานได้”
เมื่อถามว่าชีวิตการเป็นอาจารย์ กับ ศิลปิน ชอบแบบไหนกว่ากัน คำตอบ คือ ขณะที่เป็นอาจารย์ก็ทำงานศิลปะไปด้วย เพราะทำอย่างอื่นไม่เป็น (หัวเราะ)
![]()
ร่วมก่อตั้งสมาคมประติมากรไทย และ กลุ่ม White สมาคมสีน้ำ
หนึ่งในเวทีประกวดที่ศิลปินชาวไทยให้ความสำคัญต้องเข้าร่วมประกวดอยู่เสมอ คือ รางวัลศิลปกรรมแห่งชาติที่จัดโดยกรมศิลปากร และมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยประกวดผลงานศิลปกรรม 4 ประเภท ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ และสื่อประสม
ซึ่งประเภทประติมากรรมนั้น อ.เหมี่ยว และผองเพื่อนอาจารย์อีกหลายคนได้ร่วมส่งเข้าประกวดทุกปี แต่แทบจะไม่ได้รางวัลใดๆ กลับมา เพราะกองประกวดมองว่าส่งแต่ปูนปลาสเตอร์ จนถึงจุดหนึ่งกลุ่มอาจารย์ประติมากรรม อาทิ อ.วิชัย สิทธิรัตน์ อ.เข็มรัตน์ กองสุข อ.นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน ได้แอนตี้ด้วยการไม่ส่งงานเข้าประกวดอีกเลย และได้ร่วมกันก่อตั้งสมาคมประติมากรไทยขึ้นมา โดยมี อ.นนทิวรรธน์ เป็นนายกสมาคมประติมากรไทยตลอดชีวิต
![]()
“พอตั้งสมาคมขึ้นมา เราก็จัดแสดงกันเอง รวมถึงไปทำงานกับสังคม ชุมชน ในประเทศและต่างประเทศ กระทั่งมีสมาคมประติมากรนานาชาติเข้ามาร่วม จึงเกิดโครงการทำงานศิลปะขึ้นทั่วประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น อินเดีย อิตาลี เซอร์เบีย เกาหลี”
จากนั้นก็ตั้งสมาคมสีน้ำขึ้นมาอีก ชื่อ กลุ่ม White เป็นการรวมตัวกันของอาจารย์จากวิทยาลัยช่างศิลป และต่อมาเริ่มมีศิลปินจากภายนอกทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องมารวมกันเอาสีน้ำทำเป็นอาร์ตขึ้นมา
“การที่เรารวมตัวกันระหว่างความเป็นครูบาอาจารย์สอนศิลปะแล้ว เราก็ทำงานศิลปะกันมันสนุกมาก แล้วแต่ละคนก็มีคุณภาพ อาทิ อ.สวัสดิ์ ตันติสุข ท่านเป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยช่างศิลปก็เป็นสมาชิก เพราะท่านชอบสีน้ำ อ.สมศักดิ์ โชติวัฒนพงษ์ อ.ปัญญา วิจินธรสาร อ.มณเฑียร บุญมา เป็นอาจารย์สอนช่างศิลปด้วยกัน ทำให้ศิลปะสนุกขึ้น แล้วก็มีลูกศิษย์ช่างศิลปก็สนุกสนานกัน พวกเราก็สอนไปด้วย ทำงานศิลปะไปด้วย ไม่ได้อยู่กับที่”
![]()
กระทั่งถึงตอนนี้ ศิลปินวัย 74 ก็ยังทำงานทุกวัน ชนิดว่ามีไอเดียใหม่ๆ เมื่อไหร่ก็จะลุกขึ้นมาทำทันที
“มีครั้งนึงจำได้ ตอนนั้นขับรถ เวลารถติดผมมีดินน้ำมันก็เอามาปั้น พอถึงมหาวิทยาลัยได้งานมาชิ้นนึง ผมรู้สึกมีความสุข ก็จะบอกเด็กว่าต้องมีความสุขเวลาทำงานนะ ให้สนุกกับมัน ถ้าตันหรือคิดอะไรไม่ออกก็ไปดูโลกภายนอก จะได้แรงบันดาลใจมา ข้อสำคัญต้องรู้สึกกับมัน ผมจะสอนเด็กเสมอว่า ไม่ต้องกลัวเชย ขอแค่รู้สึกจริง และให้มีตัวตนของเราอยู่ในนั้น ไม่ใช่ว่าต้องเป็นป๊อปอย่างเดียว หรือต้องเป็นอาร์ตทอยอย่างเดียว คือ ผมรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไร ในความหมายคือมันก็เป็นช่วงเวลาของเขา เดี๋ยวศิลปะมันก็จะวน”
![]()
การทดลองใหม่ๆ ผลงานศิลปะนับร้อยชิ้นประดับที่ร้านอาหารอีสาน
หากใครที่มารับประทานอาหารที่ร้านเป็นลาว สาขาพระราม 7 นอกจากความอร่อยของอาหารแล้ว ยังจะได้ชมงานศิลปะดีๆ นับร้อยชิ้น ตั้งแต่ภาพเพ้นท์ที่ประดับเต็มผนัง งานประติมากรรมเชื่อมเหล็กชิ้นเขื่อง รวมถึงผลงานของอาจารย์ศิลปะบางท่านที่นำผลงานมาร่วมจัดแสดงด้วย
![]()
“เราอยากให้ประชาชน คนทั่วไป ได้มองเห็นคุณค่าของศิลปะ เพราะศิลปะมันอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา แม้ตัวเราเอง การแต่งตัวก็เป็นศิลปะ อย่างโมบายที่เอามาประดับร้าน ผมก็ใช้อะลูมิเนียมจากวัสดุเหลือใช้ ทาสีสันเป็นแบล็คไลท์ เมื่อปิดไฟก็จะสะท้อนแสง เอาไว้ตกแต่ง เราสามารถหยิบอะไรมาก็ได้ แล้วหาแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ กิ่งไม้ ใบไม้ ดอกไม้ อย่างน้อยให้คนมองเห็นว่าศิลปะอยู่ใกล้ตัว รวมถึงเรื่องสำนึกสิ่งแวดล้อมด้วย”
ส่วนงานประติมากรรมชิ้นใหญ่หนึ่งเดียว จะเป็นงานเชื่อมเหล็กเป็นโต๊ะ ซึ่งเป็นผลงานจากโครงการสายน้ำสุนทรีวัฒนธรรมแผ่นดิน10 ที่เหล่าศิลปินหลายแขนงได้ล่องแพจากเมืองกาญจน์ไปยังเชียงใหม่เป็นเวลาเกือบอาทิตย์
![]()
“ชิ้นนี้ผมทำเป็นโต๊ะ เราทำกันเดือนนึง โดยให้เป็นภาพแทนแผ่นน้ำที่ท่วมภูเขา มีต้นไม้โผล่มา มีปลา มีฉลุบทกวีของศิลปินที่ร่วมโครงการ ทั้ง อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ คุณสุรชัย จันทิมาธร รวมถึง หม่อมเจ้าทิฆัมพร ยุคล ที่มาเป็นช่างภาพ งานชิ้นนี้ใครถูกใจสามารถซื้อได้ โดยรายได้ 80% จะมอบให้กับโรงพยาบาลทางเหนือ”
งานศิลปะในมิวเซียมก็รสชาติหนึ่ง ในร้านอาหารก็เป็นแบบหนึ่ง เป็นจุดเริ่มต้นของรสชาติใหม่ๆ ให้ผู้คนได้มาลองลิ้ม ที่ไม่แน่ว่าอาจเป็นประกายให้ผู้คนได้เริ่มความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ต่อไปอีกไม่รู้จบ
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
