“ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” นักกฎหมายผู้ห่วงใยสิ่งแวดล้อม หนุนโครงการคัดค้านน้ำผุด
ชาวบ้านต้องชนะ ยกเป็นโมเดลใหม่การพัฒนาไทย ให้ความเจริญกับธรรมชาติไปคู่กัน
นอกจากการเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ยังมีอีกบทบาทหนึ่งที่โดดเด่นอย่างมาก คือ การเป็น “นักสิ่งแวดล้อม” ที่ทำกิจกรรมขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยมีภาพที่หลายคนคุ้นตากันดี คือ การพายเรือคายัคเก็บขยะ
กรณีน้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้างเหนือที่กำลังเป็นกระแสสังคมในเวลานี้ ได้กระตุกความสนใจของนักกฎหมายผู้ใส่ใจสิ่งแวดล้อมให้เดินทางมาที่ปากช่องเพื่อสำรวจพื้นที่อย่างถ้วนถี่ รวมถึงได้เดินทางมาร่วมพูดคุยถึงทิศทางการพัฒนาของโลกปัจจุบันที่ควรจะสอดคล้องไปกับธรรมชาติกับช่างภาพ นักสารคดีสัตว์ป่าที่ค่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี “มล.ปริญญากร วรวรรณ” ผู้มีถิ่นพำนักอยู่ในปากช่อง และมองเห็นผลกระทบจากการพัฒนาแบบทำลายธรรมชาติมาโดยตลอด
ทีม Khaoyai Connect มีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์ปริญญาถึงประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืนว่ามีโอกาสจะเกิดขึ้นในประเทศไทยหรือไม่ แล้วกรณีน้ำผุดจะมีทางออกอย่างไร
![]()
อาจารย์มาดูแหล่งน้ำผุดวันนี้ในฐานะอะไร
ผมเป็นนักกฎหมาย เป็นอาจารย์สอนกฎหมาย ขณะเดียวกันก็เป็นนักสิ่งแวดล้อม ความจริงเราทุกคนควรเป็นนักสิ่งแวดล้อม เพราะเราอยู่ในสิ่งแวดล้อม หมายถึงธรรมชาติรอบตัวเราให้ชีวิตกับเรา การทำลายธรรมชาติก็คือทำลายตัวเรา ทำลายสิ่งแวดล้อมก็ทำลายตัวเรา ข้อสำคัญ คือ ลูกหลานเราจะโตขึ้นมากับปูนซีเมนต์ไม่ได้นะครับ เขาต้องโตขึ้นมากับธรรมชาติ เพราะว่ามนุษย์เราอยู่กับธรรมชาติ แต่เรากลับไปทำลายธรรมชาติเพื่อความเจริญที่เป็นปูน
ทีนี้ความจริงโลกในยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว มีคำที่เรียกว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable development) ซึ่งปีแรกที่สหประชาชาติพูดคำนี้ คือ ค.ศ.2012 ก็ประมาณ 10 กว่าปีแล้ว มันก็เป็นแนวทางการพัฒนาที่บอกว่าความเจริญและธรรมชาติไปด้วยกันได้ นั่นหมายถึงว่าความเจริญแบบทำลายล้างธรรมชาติต้องหมดไป
เพราะประชากรโลกตอนนี้มี 8 พันล้านคนเข้าไปแล้ว ถ้าเรามีประชากรโลกแค่ 1-2 พันล้านคน ยังพอจะทำลายธรรมชาติต่อไปได้ แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว เราไม่เหลือธรรมชาติให้ทำลายอีกต่อไป ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น ก็เพราะพื้นที่สีเขียวของต้นไม้น้อยลง มันจึงรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้จึงมีทางเดียว คือ ที่เหลืออยู่ต้องรักษาไว้ 100% แล้วต้องหาทางเอากลับคืนมา
ดังนั้นการพัฒนาทุกอย่างต่อจากนี้ไป ต้องเป็นการพัฒนาที่ไม่ลดของเก่าลง และพัฒนาโดยที่ความเจริญกับธรรมชาติต้องไปด้วยกัน
![]()
ทำไมสนใจเรื่องน้ำผุด
ผมได้ยินข่าวจากเฟซบุ๊คว่าที่น้ำผุด โคราช กำลังจะมีการก่อสร้าง เมื่อผมเห็นแบบก่อสร้าง 40 กว่าล้านตามที่เป็นข่าว ก็ไม่สบายใจ เพราะเห็นมีแต่ปูน คือ ยุคนี้มันเป็นยุคสมัยที่ปูนซีเมนต์ต้องน้อยลง มีเท่าที่จำเป็น ยุคสมัยของการใช้ปูนมันผ่านไปแล้ว ยุคนี้เขามีคำที่เรียกว่า Nature-based-solutions คือ การแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นพื้นฐาน ส่วน Grey Solutions เป็นคำที่เรียกโครงสร้างพื้นฐานที่มนุษย์สร้างขึ้น คือ ปูน คอนกรีต เสาเข็ม เป็นโซลูชั่นสีเทา ซึ่งมันทำลายธรรมชาติ เพราะมันต้องทำลายต้นไม้เพื่อเทปูน ฉะนั้นมันหมดยุคไปแล้ว เพราะเรามีโซลูชั่นใหม่ที่สามารถแก้ปัญหาได้โดยที่ไม่ต้องมีปูนมากขนาดนั้น เขาเรียกว่าเอาธรรมชาติเป็นทางออกในการแก้ปัญหา
ผมก็เลยอยากมาดูปัญหา มาดูพื้นที่ และสิ่งที่สำคัญ คือ โครงการโดยมากไม่ว่าในพื้นไหน ถ้าหากมีคนในพื้นที่จำนวนมากเอาด้วย ต่อให้มีคนคัดค้าน ทางการจะทำก็ไปได้เลย แต่ที่นี่แตกต่าง คือ วิสาหกิจชุมชนก็ดี ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ดี เขาเห็นว่าไม่ได้ ไม่ควรทำ แล้วผมไปเห็นป้ายคัดค้านของเขา เห็นแล้วดีใจนะ เพราะคำที่เขาใช้ไม่ใช่การคัดค้านแบบหัวชนฝา ไม่ใช่การคัดค้านแบบไม่เอาความเจริญ
เดี๋ยวผมอ่านให้ฟัง เขาบอกว่าไม่คัดค้านการพัฒนา มาปรึกษากัน ทำแบบธรรมชาติยั่งยืน เขาไม่ได้คัดค้านการพัฒนา แต่คัดค้านแบบก่อสร้างทำลายสิ่งแวดล้อม ฟังชัดๆ ไม่ค้านการปรับปรุง ผมว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่มีความก้าวหน้า เพราะโดยมากเราจะเห็นเสียงคัดค้านไม่เอาท่าเดียว อย่างคัดค้านโรงไฟฟ้าคือไม่ให้ทำ แต่นี่เขาบอกว่าไม่ค้านการพัฒนา ไม่ได้ค้านการปรับปรุง เขาต้องการการพัฒนาที่คู่ไปกับความยั่งยืนและธรรมชาติ ผมว่านี่เป็นมิติใหม่ของการคัดค้าน และ ผมคิดว่าต้องทำให้สำเร็จ เพราะเราแค่ขอแก้แบบ
![]()
เป็นการคอนเฟิร์มโดยอาจารย์ที่มีประสบการณ์เรื่องการคัดค้านโครงการภาครัฐ
ก็ถูกครึ่งหนึ่ง เพราะโครงการแรกที่ผมค้าน คือ คัดค้านเขื่อนน้ำโจน ตอนนั้นปี 2530 ผมเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ปี 2 ไปค้านเขื่อนน้ำโจน ทำทุกอย่างเลยนะ รวมตัวกัน 16 มหาวิทยาลัย ตอนนั้นคณะกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ 16 สถาบัน เราตั้งขบวนกันหน้าหอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ ขี่จักรยานคัดค้านเขื่อนน้ำโจน ขี่ไปจังหวัดกาญจนบุรี ผมสมัครไปขี่จักรยาน แต่ปรากฏว่าขับรถเป็น เขาเลยให้มาขับรถเสบียง ปิดท้ายขบวน ซึ่งเบื่อมาก (หัวเราะ) เราอยากจะขี่จักรยานแต่ต้องมาขับรถเสบียง ช่วงนั้นไปกาญจนบุรีหลายรอบมาก และก็น่าดีใจนะครับ เพราะค้านสำเร็จ ทำไมรู้ไหม เพราะคนกาญจนบุรีเขาไม่เอา เขามีเขื่อนมากพอแล้ว และเขารู้ว่าตรงนั้นเป็นรอยเลื่อน ถ้าแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ขึ้นมา ถ้าเขื่อนพังจะร้ายแรงมาก
ผมก็เข้าใจวิศวะโยธานะ เขาเรียนมาเพื่อที่จะสร้าง เมื่อมองว่าตรงนี้น่าสร้างเขาก็จะสร้าง แล้วในยุคนั้นเรื่อง Nature-based-solutions ยังไปไม่ถึงการเรียนการสอนเท่าที่ควร ยังเป็น Grey Solutions ยังใช้ปูนอยู่
ผมมีตัวอย่างเรื่องการออกแรงร่วมกันของภาคประชาชนแล้วสำเร็จอีกอย่าง คือ ตอนปี 2532 เกิดซุงถล่มที่นครศรีธรรมราช ถล่มหมู่บ้านไปเลย คือ แค่โคลนก็หนักแล้ว แต่ยังมีซุงที่อยู่บนยอดเขาไหลลงมาอีก จึงนำมาสู่การคัดค้านสัมปทานป่า ทำให้ประเทศไทยยกเลิกสัมปทานป่าสำเร็จในปี 2532
ถ้าภาคประชาชนออกแรงร่วมกันมักจะสำเร็จ ที่น้ำผุดนี้ชัดเจนว่าเขาไม่ได้คัดค้านการปรับปรุง ไม่ได้คัดค้านการพัฒนา แต่ขอให้เป็นแบบยั่งยืน และข้อสำคัญคือขอให้โปร่งใสด้วย เพราะชาวบ้านเขาสงสัยว่าแบบก่อสร้างดูแปลก มีคำถามเยอะ รวมถึงประชาคมก็ทำแค่หมู่บ้านเดียว
![]()
เครดิตภาพ http://thungyaiwest.com/
แล้วมีกฎหมายอะไรไหม ที่จะช่วยให้หาทางออกที่ดีร่วมกันได้
ผมเป็นนักกฎหมายนะ จริงๆ เรื่องหนึ่งที่เราผิดพลาดไป คือเรื่อง Good Governance ที่เราแปลว่า “ธรรมาภิบาล” เรามีเรื่องของการมีส่วนร่วมที่เป็น 1 ใน 6 ข้อ แต่ของฝรั่งเขาจะมีอีก 2 ข้อ คือ Inclusive และ Consensus Oriented ในของตัวนี้ กพร. (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ) ตัดทิ้งไป เพราะมันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน คือ ถ้าต้องการการมีส่วนร่วมมันต้องมี Inclusive และ Consensus Oriented
Consensus Oriented คืออะไร ถ้าหากเห็นต่างกัน ต้องหาทางออกแบบเห็นพ้องต้องกัน เช่น อีกกลุ่มต้องการการปรับปรุง อีกกลุ่มต้องการรักษาต้นไม้ไว้ ก็ไปด้วยกันสิ ปรับปรุงยังไงให้ต้นไม้ยังอยู่ ปรับปรุงแบบธรรมชาติยังอยู่ แต่ของเราทุกวันนี้ ต้องเลือกอย่างหนึ่งอย่างใด แต่ถ้าเราเอาข้อนี้มาใส่ในธรรมาภิบาล เราต้องหาทางออกแบบเห็นพ้องต้องกัน ถ้าแบบนี้ชาวบ้านไม่ต้องไปประท้วงถึงทำเนียบ เพราะทุกอย่างจะหาทางออกได้เมื่อทุกฝ่ายเห็นพ้องกัน
![]()
การประชาพิจารณ์จะต้องใส่ตรงนี้เข้าไป เพราะกระบวนการทำประชาพิจารณ์ปัจจุบันคือมักแค่ทำพอเป็นพิธี แล้วเจ้าของหน่วยงานก็มีโครงการแล้วว่าจะทำ แค่ให้คนมาฟัง คนที่เห็นด้วยก็จะฟัง ส่วนคนค้านก็ไม่ฟังเลย ผมยกตัวอย่าง โรงไฟฟ้ากระบี่ ซึ่งความจริงก็สร้างไม่ได้ แต่ตอนที่ค้านเนี่ย ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)บอกว่าภาคใต้มีไฟฟ้าสำรองน้อยกว่าทุกภาค มีโอกาสที่ไฟจะดับมากกว่าภาคอื่น ต้องการอีก 3,000 เมกะวัตต์ ถึงจะมีความมั่นคงทางพลังงาน เลยต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทีนี้ชาวบ้านก็บอกว่า เขาไม่ได้ค้านโรงไฟฟ้าสำรองนะ แต่ขอให้ทำแบบไม่ทำลายธรรมชาติได้ไหม ถ้าหากว่าเป็น Consensus Oriented เราก็จะตั้งโจทย์ก่อนว่า ปัญหาภาคใต้ต้องการไฟฟ้าอีก 3,000 เมกะวัตต์ เราก็หาทางออกที่ชาวบ้านยินยอม นี่คือตัวอย่างของการใช้ Consensus Oriented เป็นเครื่องมือในการหาทางออก แต่เราไม่ยอมใช้ ตอนที่ กฟผ.ไปทำประชาพิจารณ์ ก็มีโครงการไฟฟ้าถ่านหินแล้ว เพราะไปซื้อหุ้นในเหมืองถ่านหินของอินโดนีเซียไว้แล้ว ดังนั้นเขาจะฟังเฉพาะพวกเห็นด้วย แล้วพอมีพวกคัดค้าน เขาก็ไปเอาชาวบ้านอีกกลุ่มเป็นพวก สุดท้ายกลายเป็นชาวบ้านแตกกันเอง ซึ่งผิดมาก ผิดทุกอย่างเลย นี่โชคดีที่โรงไฟฟ้ากระบี่ไม่สำเร็จ ซึ่งผมมองว่าตอนนี้ทิศทางใหม่ของประเทศไทย เราไม่ควรต้องมาทะเลาะกัน เห็นต่างก็หาทางออกไปด้วยกัน ทุกอย่างมันมีทางออกแบบไปด้วยกันได้
![]()
เครดิตภาพ https://www.facebook.com/trekkingthailandtour
อีกข้อหนึ่งคือ Inclusive หมายถึงการคำนึงถึงทุกฝ่าย เช่น มีคนอยากให้ต้นไม้อยู่ มีคนสำรวจแล้วว่ามีตัวตะกอง ตัวเงินตัวทอง ซึ่งการคำนึงถึงทุกอย่าง ในความเจริญเราต้องคำนึงถึงทุกฝ่าย เลยต้องเอาตัวตะกองเข้ามาด้วย ไม่ใช่พูดว่า การพัฒนาย่อมต้องมีคนเสียประโยชน์บ้าง พูดแบบนี้ทีไร ก็เละทุกที อย่างสร้างเขื่อนก็ต้องมีคนโดนน้ำท่วมย้ายหนีขึ้นเหนือเขื่อน ทีนี้ถ้าเกิด Inclusive เข้ามาปุ๊บคืออะไร ก็ต้องคิดแล้วว่าชาวบ้านน้ำท่วมจะทำยังไง มีทางออกอื่นไหมที่ไม่ใช่เขื่อน ไฟฟ้าขนาดเล็กลงได้ไหม หรือแบบอื่นได้ไหมที่ทั้งคำนึงถึงทางออกความขัดแย้งที่ทุกฝ่ายไปได้ คำนึงถึงผลกระทบน้อยสุด
แสดงว่ากรณีน้ำผุดก็เห็นทางออกแบบไปด้วยกันได้หมด
ก็เห็นแล้วว่าชาวบ้านเขาไม่ได้ค้านความเจริญและการปรับปรุง
มองว่าจะเป็นทิศทางใหม่ของการพัฒนา
ใช่ครับ ผมก็พูดแค่ว่าการมีส่วนร่วมต้องมี 2 ตัวนี้มาด้วย เห็นต่างกันเมื่อไร ใช้ทางออกแบบเห็นพ้องต้องกัน และการคำนึงถึงทุกฝ่าย แล้วเรื่องของระเบียบประชาพิจารณ์แก้เลย ว่าจากนี้ไปประชาพิจารณ์ให้ใส่ 2 ข้อนี้เข้าไป แล้วจะเป็นต้นตัวกำกับที่ดี นี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ผลักดันได้ ผมไปดูระเบียบสำนักนายกฯ เรื่องประชาพิจารณ์เราจะแก้ไขได้ไหม ว่าเป็นไปได้ไหมว่าคุณอย่าเพิ่งมีโครงการ ให้เอาปัญหามาก่อน เช่น น้ำผุดมีปัญหาอะไรก็ระดมสมองกันว่าจะแก้ยังไงที่ทุกฝ่ายโอเค แต่คุณเล่นมีโครงการแล้วแล้วค่อยมาทำประชาพิจารณ์มันผิด เพราะว่าเมื่อมีโครงการแล้ว คุณจะไม่ฟังโซลูชั่นอื่นๆ เพราะคุณจะเอาอย่างนี้แล้ว คุณมีคำตอบอยู่แล้ว เหมือนผู้พิพากษาถ้ามีธงไว้ก่อนแล้ว เขาจะไม่ฟังที่ไม่เข้ากับธงเขา ฉะนั้นการหาทางออกจากนี้ไป เอางบมาตั้งไว้ก่อนก็ได้ว่าเรามีงบก้อนหนึ่ง แล้วมาดูว่าปัญหาคืออะไร แล้วมีโซลูชั่นอะไรบ้าง ก็เลือกโซลูชั่นแก้ปัญหาที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ความเจริญกับธรรมชาติจึงจะไปด้วยกันได้ ก็แค่นี้เอง
จากนี้ไป องค์กรต่างๆ ควรต้องรวมกัน เพราะจะปล่อยให้พื้นที่เขาสู้กันไป บางทีก็ไม่สำเร็จ ซึ่งพื้นที่ไหนเข้มแข็งชาวบ้านสู้ด้วยก็มีโอกาสชนะ แล้วเป็นไปได้ไหม ถ้าเราจะเรารวมโครงการที่ทำลายแม่น้ำลำคลองธรรมชาติทั้งหลายเอาไว้ด้วยกัน ให้คนเห็นว่าทำไมต้องทำลายป่า ทำลายคลองธรรมชาติ แล้วทำไมต้องเป็นท่อระบายน้ำปูน
![]()
ที่น้ำผุดไปดูอะไรแล้วบ้าง
ผมไปดูที่น้ำผุดแล้ว เดินดูรอบๆ อยู่หลายชั่วโมง วันนี้ก็มาดูอีกทีหนึ่งขับรถผ่านช่วงที่เขาทำเป็นปูนซึ่งน่าเกลียดมาก คือ ปูนต้องใช้คำว่าน่าเกลียดครับ ผมหมายถึงว่ามีบ้างตามความจำเป็นได้ แต่ในขณะนี้ เรามีมากเกินจำเป็น ปูนมาจากการระเบิดภูเขา หรือการขุดทรายจากก้นแม่น้ำ แต่ก่อนความเจริญคือปูน แต่ยุคนี้มีคำว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องเปลี่ยนแล้ว
ต้นทุนของประเทศไทยคือธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ เราไม่ใช่ประเทศทะเลทราย เราเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ แล้วนี่เป็นต้นทุนที่เราต้องรักษาไว้ ผมถามว่าทำไมปลาในแม่น้ำในคลองมันถึงหายไปเรื่อยๆ ผมพายเรือคายัคไปเจอชาวบ้านตกปลาตกกุ้งก็ถามทุกที่ ไม่เคยเจอใครบอกว่าได้ปลาเยอะสักคน ทุกคนก็บอกว่าไม่ได้ หรือได้น้อย ปลามันหายไป เพราะว่าริมตลิ่งกลายเป็นปูนหมด แล้วสัตว์น้ำวัยอ่อนมันจะเกิดตรงไหนครับ มันมีแต่ปูน แล้วปูนไม่ให้ชีวิตนะ มีแต่ปูนมันจะมีปลามีกุ้งได้อย่างไร
ตอนนี้มันยังไม่สายเกินไป ที่ทำลายไปแล้วก็ต้องทำใจ ประเด็นคือทำอย่างไรจะไม่ทำลายอีก ถ้าเรามีการเรียนรู้ ซึ่งการคัดค้านในครั้งนี้ก็ต้องหาวิธีให้เข้าใจตรงกันว่า ไม่ได้ค้านความเจริญ ทุกคนแค่ต้องการให้ความเจริญกับธรรมชาติไปด้วยกัน
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
