ชุมชนเมืองเก่านครราชสีมาไม่ได้เพิ่งสร้างขึ้นสมัยอยุธยา
แต่มีคนอยู่อาศัยแล้วตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์!
บางเรื่องราวในอดีตที่เคยเชื่อฝังหัวมายาวนาน บางครั้งแม้มีข้อมูลใหม่ก็ไม่อาจลบล้างความเชื่อเดิมได้ง่ายๆ แต่ในแวดวงนักประวัติศาสตร์ เมื่อใดก็ตามที่มีการค้นพบข้อมูลหลักฐานใหม่ที่ได้รับการตรวจสอบยืนยันอย่างเป็นระบบ แม้แต่บันทึกหน้าสำคัญก็ย่อมขีดฆ่าและเขียนใหม่ได้เสมอ
เฉกเช่นเมืองเก่านครราชสีมาที่เราเคยเข้าใจกันมาตลอดว่าเพิ่งสร้างขึ้นสมัยอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จากหลักฐานบันทึกต่างๆ ป้อมปราการ กำแพงเมือง และคูเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
![]()
แต่ในห้วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีปรากฎข้อมูลใหม่จากการขุดค้นทางโบราณคดี พบร่องรอยการอยู่อาศัยของชุมชนโบราณ เป็นหลักฐานสำคัญเพียงพอที่ทำให้เข็มนาฬิกาของเมืองเก่านครราชสีมาหมุนทวนกลับไปไกลโพ้น ย้อนอดีตลึกไปถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์เลยทีเดียว
หลักฐานทางโบราณคดีนี้เพิ่งค้นพบใหม่หมาด เมื่อปี 2567 และ 2568 ที่ผ่านมา ดำเนินการขุดค้นโดยสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ที่แหล่งโบราณคดีโนนพลล้าน ตั้งอยู่บริเวณกำแพงเมือง คูเมืองด้านทิศตะวันออก จุดตัดระหว่างถนนอัษฎางค์ และถนนพลล้าน
นับเป็นอีกความก้าวหน้าที่น่าตื่นเต้นในการศึกษาร่องรอยมนุษย์โบราณในพื้นที่เขตเมืองเก่านครราชสีมา
![]()
ได้เวลาอัปเดตบุคลากรการศึกษาโคราช
แม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะมีการเปิดเผยทางสื่อเป็นห้วงๆ แต่ยังมีผู้คนอีกมากที่เข้าไม่ถึงข่าวสาร โดยเฉพาะคนโคราชเอง จึงเป็นที่มาของโครงการพัฒนาบุคลากรของสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เพื่อที่จะอัปเดตบุคลากรภายในให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อจะเป็นตัวกลางในการเผยแพร่ข้อมูลเรื่องราวบ้านตัวเองให้ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์
ผศ.พิทักษ์ชัย จัตุชัย ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา พูดถึงโครงการนี้ว่า เจตนาให้ความรู้และยกระดับความรู้บุคลากรภายในสำนักศิลปะวัฒนธรรม และบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย เพราะโคราชเรามีเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เป็นองค์ความรู้ใหม่เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมานี้เอง
![]()
ผศ.พิทักษ์ชัย บอกอีกว่า เมื่อย้อนกลับไปสมัยที่ตนศึกษายังเรียนกันว่าเมืองนครราชสีมามีขึ้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ย้อนไปมากสุดสมัยพระบรมไตรโลกนาถ แต่ล่าสุดเราพบว่าโคราชเรามีคนอาศัยมาอย่างยาวนานแล้ว ตั้งแต่ยุคเหล็ก ดังนั้นคนโคราช เราไม่ได้มาจากไหนอย่างที่ใครว่า แต่เราอยู่ตรงนี้มายาวนาน ฉะนั้นเราอยากให้ชาวนครราชสีมาได้รู้ประวัติศาสตร์ของตัวเอง
“หลายคนบอกว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว มีคนเล่าเยอะแยะ และล้าหลัง แต่จริงๆ งานประวัติศาสตร์และโบราณคดีเป็นงานสมัยใหม่มาก แล้วตอนหลังๆ เราใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบายเยอะ เพื่อช่วยคลี่คลายประวัติศาสตร์ และมีข้อมูลหลายอย่างที่เราควรจะปรับปรุง มันมีประวัติศาสตร์บางอย่างที่เราต้องทบทวน แต่คนนครราชสีมามีเอกลักษณ์ 2 อย่าง คือ มีความมุ่งมั่น และศรัทธาเชื่อมั่นประวัติศาสตร์ตัวเอง นี่คือข้อดี แต่ข้อเสีย เชื่อแล้วเชื่อเลยไม่ค่อยเปลี่ยน เราจึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้องค์ความรู้ได้รับการทบทวน นี่คือสิ่งที่เราต้องร่วมกับสำนักศิลปากรที่ 10 เพราะที่นี่เป็นต้นธารของความรู้ ส่วนสำนักศิลปะและวัฒนธรรม เป็นเหมือนตัวกลางที่จะแพร่กระจายความรู้ออกไป”
![]()
นครราชสีมาผืนแผ่นดินเมืองโบราณ
ผอ.สมเดช ลีลามโนธรรม สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา กล่าวในหัวข้อ “ประวัติศาสตร์โบราณคดีจังหวัดนครราชสีมา” ว่า จังหวัดนครราชสีมาเป็นจังหวัดขนาดใหญ่ จากการทำงานด้านโบราณคดีเราพบหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ค่อนข้างเก่าแก่ เรียกได้ว่าทุกอำเภอจะพบหลักฐานต่างๆ ทั้งโบราณสถาน และหลักฐานคนในทุกพื้นที่ โดยแต่ละแห่งมีความหลากหลายอายุสมัย มีรูปแบบทางวัฒนธรรมที่แตกต่าง
สำหรับการแบ่งยุคสมัยทางด้านโบราณคดี จะแบ่ง 2 สมัยกว้างๆ คือ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และยุคประวัติศาสตร์ โดยเส้นแบ่ง คือ การคิดค้นอักษร ถ้าชุมชนไหนไม่มีการคิดค้นตัวอักษร ก็จะเป็นก่อนประวัติศาสตร์ แต่ถ้ามีการคิดค้นอักษรแล้วก็นับเป็นยุคประวัติศาสตร์ แต่นักวิชาการบางท่านได้แบ่งย่อยลงไปอีก เป็นยุคกึ่งก่อนประวัติศาสตร์ คือ เป็นสังคมที่ใช้อักษรแล้ว แต่เราไม่สามารถตีความตัวอักษรได้
![]()
การแบ่งยุคต่างๆ มีดังนี้
1.ก่อนประวัติศาสตร์ ยุคหินใหม่ อายุประมาณ 3,700-3,000 ปีมาแล้ว
2.ก่อนประวัติศาสตร์ ยุคสำริด อายุประมาณ 3,000-2,500 ปี
3.ก่อนประวัติศาสตร์ ยุคเหล็ก 2,500-1,500 ปี
4.สมัยประวัติศาสตร์ เริ่มจาก ทวารวดี เขมรโบราณ อยุธยา และ รัตนโกสินทร์ กำหนดอายุราว 1,500-ปัจจุบัน
สำหรับจังหวัดนครราชสีมานั้น มีแหล่งโบราณคดีราว 2,000-3,000 แห่ง และยังมีการค้นพบเพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ มีแหล่งสำคัญ คือ บ้านโนนวัด อ.โนนสูง แหล่งนี้มีการพบหลักฐานการอยู่อาศัยระยะแรกๆ ของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยหินใหม่ มีการเปิดพื้นที่ขุดค้นค่อนข้างกว้าง ปัจจุบันขุดค้นเสร็จสิ้นไปแล้ว โดยท้องถิ่นได้พัฒนาเป็นศูนย์ข้อมูลขึ้นมา
![]()
“การศึกษาโบราณคดี คือ การศึกษาเกี่ยวกับคน ดังนั้นคนไปอยู่ไหน การดำรงชีพ มีกิจกรรมก็ทำให้เกิดหลักฐาน ทำให้เข้าใจมนุษย์ในแง่มุมมิติต่างๆ ตั้งแต่ ต้นกำเนิด วิวัฒนาการ สังคม วัฒนธรรม พฤติกรรม ความเชื่อในการดำรงชีวิต และพัฒนาการสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อเวลาผ่านเป็นร้อยพันปีก็ถูกทับถม รอการค้นพบของคนรุ่นหลัง ทั้งการค้นพบจากการทำงานทางวิชาการ หรือค้นพบโดยบังเอิญ”
ผอ.สมเดช บอกว่า ช่วงที่มนุษย์ยังไม่รู้จักเพาะปลูกจะมีการล่าสัตว์หาของป่า แต่หลังจากเข้ายุคหินใหม่ ก็เริ่มทำเกษตรกรรม เริ่มตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชน มนุษย์เริ่มพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ เริ่มรู้จักเพาะปลูก ต่อมาก็เริ่มมีความคิดดูแลทรัพย์สินตัวเอง และมีประเพณีการฝังศพที่มีการจัดวางรูปแบบเฉพาะขึ้นมา โดยมีพิธีกรรมการฝังศพ ขุดหลุมเพื่อจัดวางผู้ตายในพื้นที่เฉพาะ และมีอุทิศสิ่งของให้ผู้ตาย ซึ่งประเพณีนี้ก็ต่อเนื่องมาจนถึงยุคเหล็ก
![]()
“หลายคนสงสัยทำไมต้องวางสิ่งของเครื่องใช้ ในทางมานุษยวิทยาบอกว่า เหตุที่มีความคิดในการวางสิ่งของเครื่องใช้ เกิดจากมนุษย์กลัวความตาย การพลัดพราก การสูญเสีย ก็คิดวิธีเอาชนะความตายว่าสามารถไปเกิดใหม่ได้ มนุษย์คิดระบบเอาชนะความตาย ในชาตินี้เสียชีวิต แต่มีโอกาสเกิดใหม่ในชาติต่อไป เมื่อมีระบบความคิดนี้ก็เลยมีการอุทิศสิ่งของเครื่องใช้ให้ผู้ตายเพื่อเอาไปใช้ในภพชาติต่อไป เราจะพบสิ่งของเครื่องใช้ในหลุมฝังศพตลอด บางช่วงเรามีพุทธเผาศพแล้ว แต่ก็ยังหลงเหลืออยู่ พิธีกงเต๊กของจีน เผากระดาษให้อากงอาม่า คือ ระบบความคิดนี้ยังคงอยู่แต่เปลี่ยนตามรูปแบบวัฒนธรรม ซึ่งที่ผ่านมามันอธิบายด้วยกระบวนการทางด้านโบราณคดี”
ส่วนสิ่งของที่อุทิศเมื่อดูในเชิงปริมาณว่ามากหรือน้อย พบว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกสถานะคนๆ นั้น หากเป็นผู้นำก็จะมีการอุทิศสิ่งของมาก ขณะที่บุคคลทั่วไปสิ่งของก็อาจจะน้อยกว่า
![]()
สำหรับแหล่งที่ขุดค้นพบว่ามีคนยุคก่อนประวัติศาสตร์มีหลายแห่ง อาทิ บ้านหลุมข้าว อ.โนนสูง พบว่าเป็นยุคสำริด แหล่งเนินอุโลก อ.โนนสูง พบว่ามีคนอยู่อาศัยหนาแน่นในยุคเหล็ก แหล่งบ้านกระเบื้องนอก อ.เมืองยาง เป็นแหล่งสำคัญ มีคนอยู่อาศัยยาวนานเช่นเดียวกัน แหล่งนี้พบหลักฐานการฝังศพแบบที่เรียกว่าการฝังศพครั้งที่ 2 โดยจะมีการฝังศพครั้งหนึ่งก่อน เมื่อเนื้อหนังย่อยสลายก็จะขุดเอากระดูกไปบรรจุในไหขนาดใหญ่ฝังอีกรอบ พบประเพณีนี้มากในภาคอีสาน เป็นต้น
ผอ.สมเดช ระบุว่า ยังพบหลักฐานการผลิตเกลือสินเธาว์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยเหล็ก ที่โนนทุ่งผีโพน อ.บัวใหญ่ โดยพบร่องรอยของภาชนะที่ใช้กรองและผลิตเกลือ และอีกแหล่งผลิตเกลือที่สำคัญ คือ แหล่งโบราณคดีโนนสูง บ้านโนนทองหลาง อ.บัวใหญ่ ซึ่งเป็นเนินดินขนาดใหญ่ พื้นที่โดยรอบจะมีคราบเกลืออยู่ทั่วไป ซึ่งมีการทำต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เป็นการสะท้อนว่าตั้งแต่ยุคเหล็กเป็นพันปีมาแล้ว จนถึงปัจจุบันเราก็ยังผลิตอยู่
![]()
นครราชสีมาเมื่อเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์
เมื่อวันเวลาล่วงไป มนุษย์มีการพัฒนาทั้งวัฒนธรรม เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ เป็นยุคที่มนุษย์ใช้ตัวอักษรในการติดต่อสื่อสาร เริ่มมีการค้าขาย การเดินทาง รู้ระบบลมมรสุม เดินทางไกลทางทะเลมาค้าขายกับชุมชน และเริ่มมีเรื่องของชนชั้นและการปกครอง
เมืองนครราชสีมาเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ เริ่มจากสมัยทวารวดี มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเสมา อ.สูงเนิน เป็นเมืองที่มีคูน้ำ คันดิน คูเมือง กำแพงเมือง มีเมืองในและเมืองนอก และพบหลักฐานเป็นฐานเจดีย์หลายแห่งที่ก่อด้วยอิฐ รวมถึงพบหลักฐานเป็นจารึกหลายหลัก
นอกจากเมืองเสมา ยังมีเมืองทวารวดีในโคราชมีอีกหลายที่ อาทิ กู่บ้านปราสาท อ.โนนสูง ปัจจุบันเสื่อมสภาพเนื่องจากถูกลักลอบขุดหาโบราณวัตถุ บ้านโตนด อ.โนนสูง เป็นชุมชนผลิตเสมาหรือหินตั้ง แหล่งโนนหินตั้ง บ้านมะค่า อ.ปักธงชัย ที่เป็นเนินดิน มีหินปักเป็นกลุ่ม พบจารึกหินขอน เนื้อความพูดถึงพระภิกษุที่เป็นผู้นำ สะท้อนว่ามีชุมชนท้องถิ่นเฉพาะ มีผู้นำของตัวเอง ทำให้เรามองเห็นสภาพชุมชนสมัยทวารวดีได้ชัดเจนขึ้น
![]()
ถัดจากสมัยทวารวดี ก็เข้าสู่วัฒนธรรมขอม หรือเขมรโบราณ
“ปัจจุบันจะเห็นว่ามีข้อถกเถียงเรื่องเขมรและขอม หลายคนจะรู้สึกว่าขอมไม่ใช่เขมร แต่ที่จริงถ้าเราดูหลักฐานตามประวัติศาสตร์โบราณคดี ก็ต้องยอมรับว่าเขมรเขาก็สืบมาจากเขมรในอดีตนั่นแหละ สิ่งหนึ่งที่เราต้องเข้าใจ คือ การดำรงอยู่ของอาณาจักรต่างๆ มีทั้งเจริญสูงสุด และเสื่อมไป เป็นเรื่องปกติ อย่างสุโขทัยมมีช่วงเจริญแล้วเสื่อม ส่วนเขมรก็มีช่วงที่เขาเจริญมากสร้างปราสาทขนาดใหญ่หลายแห่ง ยิ่งช่วงอาณาจักรเขมรรุ่งเรือง เขาก็แผ่อิทธิพลเข้าครอบคลุมพื้นที่อีสานเราด้วย งานศิลปกรรมก็ทำในรูปแบบศิลปะเขมร ศิลาจารึกกล่าวพระนามกษัตริย์เขมรชัดเจน ทีนี้คำว่า “ขอม” เป็นคำที่หลักฐานทางไทยเรียกเขมร ถ้าในศิลาจารึกเราใช้ขอม ขณะที่เขมรเองไม่ได้เรียกตัวเองว่า “ขอม” เขาจะเรียกตัวเองว่ากัมพุช พอมาตอนหลังเป็น “แขมร์” ฉะนั้นก็ต้องทำความเข้าใจว่า ขอมคือคำที่เราเรียกเขา แต่ในทางโบราณคดี เวลาพูดถึงยุคสมัยเราใช้คำว่า “เขมรโบราณ” เพราะเป็นการศึกษาเรื่องราวในอดีต”
ในนครราชสีมาเรามีวัฒนธรรมเขมรหลายแห่ง อาทิ ปราสาทโนนกู่ อ.สูงเนิน ปราสาทเมืองแขก อ.สูงเนิน พบโบราณวัตถุจำนวนมาก ปราสาทพนมวัน อ.เมือง หรือ “เมืองพิมาย” ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมเขมร
![]()
พอหลังสมัยวัฒนธรรมเขมร เมืองนครราชสีมาเข้าสู่สมัยอยุธยา มีการสร้างคูเมืองกำแพงเมืองล้อมรอบ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นับแต่นั้นเมืองก็เติบโตสืบมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์
“บางส่วนบอกว่าเมืองนครราชสีมาก็ตั้งตรงนี้อยู่แล้ว บางส่วนบอกว่าย้ายมาจากเมืองเสมา ก็ยังมีความเห็นแตกต่างกัน แต่จากการขุดค้นพบว่าบริเวณนี้มีคนอาศัยมาอย่างยาวนาน เพราะเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์”
พบหลักฐานใหม่ เมืองเก่านครราชสีมามีชุมชนอาศัยตั้งแต่ยุคเหล็ก
วรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ขึ้นบรรยายต่อจาก ผอ.สมเดช ลีลามโนธรรม เรื่อง “ข้อมูลใหม่ทางประวัติศาสตร์ในรอบทศวรรษ”
นครราชสีมารับรู้กันว่าเป็นแหล่งโบราณคดี มีแหล่งสำคัญ อาทิ เมืองสูงเนิน ขณะที่ในเขตเมืองเก่านครราชสีมา อำเภอเมืองได้ถูกเว้นไว้ โดยระบุว่าเป็นเมืองที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาจากหลักฐานต่างๆ จนกระทั่ง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ได้พบหลักฐานสำคัญทางโบราณคดีว่าเขตเมืองเก่าเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์อันไกลโพ้น
![]()
“ในทัศนะความรู้เดิม ช่วงปี 2542 คนจะเข้าใจว่าเมืองนี้สร้างในสมัยอยุธยา แต่เมื่องานโบราณคดีเริ่มต้นขึ้น มีนักโบราณคดี ก็คือ ผอ.สมเดชในขณะนั้นได้พบชิ้นส่วนภาชนะพิมายดำ 2 ชิ้น (ภาชนะพิมายดำ คือ ร่องรอยอารยธรรมของคนในยุคก่อนประวัติศาสตร์) อยู่ปะปนกับชั้นดินที่เป็นกิจกรรมของมนุษย์ในสมัยอยุธยา จึงมีการสันนิษฐานว่าพื้นที่ตรงนี้อาจจะมีชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ แต่เรื่องราวก็จบลงตรงนั้น ไม่มีใครพูดถึง หรือเปิดประเด็นอีก จนในปี 2553 มีการขุดเจอกะโหลกศีรษะมนุษย์ในวัฒนธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ พร้อมภาชนะพิมายดำ บริเวณใกล้กับประตูพลล้าน ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครพูดถึงมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่เลย เพราะทุกคนโฟกัสแต่ว่าเมืองเก่านครราชสีมาสร้างขึ้นสมัยอยุธยา”
![]()
จนเวลาผ่านมาถึงปี 2567 ข้อเท็จจริงที่บอกว่าเมืองเก่านครราชสีมาสร้างขึ้นสมัยอยุธยาก็ถูกลบล้างด้วยข้อมูลชุดใหม่ที่เพียงพอ โดยนักโบราณคดีได้ค้นพบร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในพื้นที่กำแพงเมือง คูเมือง ใกล้เนินพลล้านที่ยืนยันได้ชัดเจนว่าเขตเมืองเก่า คือ แหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน
“ในปี 2567 เราขุดค้นกำแพงเมืองนครราชสีมา โดยมีประเด็นสำคัญ คือ เราต้องรู้ให้ได้ว่าเมืองมีอายุเท่าไรกันแน่ ตอนนั้นสิ่งที่อยากได้มากที่สุด คือ อิฐก้อนสุดท้ายที่อยู่ลึกที่สุด เพื่อจะส่งไปตรวจแล็บหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ เราได้เงินทำงานมา 10 วัน แต่จนถึงวันที่แปดเราก็ยังไม่ได้อะไร เรารู้สึกท้อกันมาก คิดว่าเราเอาเงินหลวงมาทำอะไรอยู่ มันไม่มีอะไรเพิ่มพูนทางวิชาการเลย แต่แล้วพี่ๆ ทีมงานได้ลงจอบไปถากโดนหัวกะโหลกผู้ชาย ตอนนั้น 4 โมงเย็น จำได้แม่น พอเห็นอย่างนั้น นายกเทศมนตรีก็ให้เงินทำเพิ่มอีก 7 วัน และเป็นอีก 7 วันที่ทำให้เมืองนครราชสีมาได้องค์ความรู้เพิ่มขึ้นมาก ตอนนั้นเราดีใจกันมาก เพราะไม่ได้ขุดฟรีแล้ว”
![]()
จากการขุดค้นทางโบราณคดีในปี 2567 ได้พบโครงกระดูกทั้งหมด 3 โครง โดยมีไฮไลท์อยู่ที่โครงกระดูกที่ 3 เพราะพบสิ่งของอุทิศเยอะมาก ถ้าใช้คำพูดแบบสมัยใหม่ก็ต้องบอกว่าสถานะของโครงนี้ คือ เจ้าแม่โคราชคนสำคัญเลยทีเดียว
สิ่งที่พบนอกจากภาชนะพิมายดำฝัง ที่ทำให้รู้ว่าโครงกระดูกในหลุมนี้เป็นโครงกระดูกในวัฒนธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์สมัยเหล็กแล้ว ยังมีลูกปัดที่อ้อมเอวอยู่อีกกว่า 300 เม็ด มีแหวนทองคำที่นิ้วข้างซ้าย นอกจากนี้ยังเจอต่างหูทองคำ เจอชามสำริด เจอภาชนะอีกหลายๆ ใบ
“วันที่เจอใบนี้ คือ 30 พฤษภาคม 2567 แล้วคนแรกที่ผมนึกถึงคือ ผอ.สมเดช ที่เจอเศษหม้อ 2 ชิ้นในปี 2542 ที่ปะปนอยู่กับชั้นวัฒนธรรมอื่น ซึ่งท่านก็สันนิษฐานว่ามีการอยู่อาศัยของผู้คนยุคก่อนประวัติศาสตร์ แล้ว 25 ปีผ่านไป มันคือเรื่องจริงนะ ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบ”
![]()
![]()
งานโบราณคดีต่อเนื่องปี 2568 พบหลักฐานทะยานไปถึงยุคสำริด
จากภาพรวมการขุดค้นทางโบราณคดีในปี 2567 ทำให้รู้ว่าเมืองเก่านครราชสีมามีการอาศัยของผู้คนอย่างน้อย คือ ยุคประวัติศาสตร์ตอนปลาย กำหนดอายุประมาณ 2,400 ปี เวลาขยับออกไปไกลกว่าสมัยอยุธยาอย่างมาก
การขุดค้นยังดำเนินไปต่อเนื่องในปี 2568 ในปีนี้องค์ความรู้ที่ได้จากปี 2567 ได้ขยายเพดานขึ้นไปอีก พบว่ามีการอยู่อาศัยตั้งแต่ยุคสำริด ประมาณ 3,000-2,500 ปีก่อน
“ในปี 2568 ถือว่าเป็นความต่อเนื่อง แต่หลักฐานมันอยู่ลึกลงไป มันอยู่ใต้ฐานฟุตติ้งอาคารลึกประมาณ 1.6 เมตร ซึ่งเราไม่รู้ว่ามีกี่โครงกระดูกที่ถูกทำลายไปจากการสร้างอาคารในช่วงนั้น ทีนี้แนวอาคารเดิมยังมีการรื้อถอนไม่เรียบร้อย ดังนั้นเราจึงเลือกแนวที่เป็นแนวถนน แล้วก็เริ่มขุดหลุมขนาด 3x15 เมตร”
![]()
วรรณพงษ์บอกว่า สำหรับการขุดค้นปี 2568 พบโครงกระดูกทั้งหมด 11 โครง โดยพบว่าการเลือกแนวถนนกลายเป็นข้อดี คือ หลักฐานที่อยู่ใต้ผิดดินไม่เคยถูกทำลาย โดยพบโครงกระดูกหมายเลข 1 ลึกจากผิวดินปัจจุบันไปเพียง 1 เมตรเท่านั้น
“ปี 2568 เราอาจไม่เจอแหวนทองคำ หรือ ต่างหูทองคำ แต่เราทะยานองค์ความรู้ขึ้นไปไกลถึงสมัยสำริด เราเจอพิธีกรรมฝังกระดองเต่าน้ำจืดร่วมกับภาชนะที่ทุบแตก ปูรองด้วยหอยน้ำจืด น่าจะเป็นหอยขม ไม่มั่นใจว่าจะอธิบายพิธีกรรมของหลักฐานที่เราพบได้อย่างไร แต่ความน่าสนใจคือบริเวณนี้เป็นแหล่งฝังศพคนในวัฒนธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ แต่มีกิจกรรมแปลกๆ อยู่ร่วมกับการฝังศพด้วย”
![]()
วรรณพงษ์ย้ำว่า การทำงานโบราณคดีต้องตระหนักอยู่เสมอว่าการขุดหลักฐานขึ้นมาทุกครั้ง คือ “การทำลายหลักฐาน” ฉะนั้นหลักฐานทั้งหมดต้องได้รับการบันทึกโดยละเอียด ต้องเข้าใจและไม่ลืมว่าบริบทของหลักฐานทางโบราณคดีที่พบเป็นอย่างไร
ในยุคสำริด พบว่าโครงกระดูกหมายเลข 7 – 11 มีแพทเทิร์นการฝังที่เหมือนกัน คือ ฝังศีรษะไปทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ มีหม้อวางเหนือศีรษะและปลายเท้า เป็นแพทเทิร์นที่ร่วมสมัยกับแหล่งโบราณคดีอื่น เช่น แหล่งโบราณคดีบ้านโนนวัด
งานโบราณคดี คือ สหวิทยาการ
วรรณพงษ์บอกว่า การทำงานขุดค้นแต่ละครั้งไม่ได้มีแต่นักโบราณคดี แต่มีการดึงทุกศาสตร์เข้ามาร่วมด้วย เป็นสหวิทยาการ เพื่ออธิบายกิจกรรมของมนุษย์ให้มีความสมบูรณ์มากที่สุด
โดยยกตัวอย่างกะโหลกหนึ่งที่มีลักษณะฟันแท้ดันฟันน้ำนม หากเป็นนักโบราณคดีดูก็จะไม่รู้ว่าทำไมฟันเต็มปาก แต่พอให้ทันตแพทย์มาดู ก็บอกได้ว่าเป็นฟันแท้เริ่มขึ้นมาดันฟันน้ำนม สามารถคาดการณ์อายุตอนที่เสียชีวิตได้ว่าน่าจะ 6-8 ปี
![]()
อีกหนึ่งความน่าสนใจ คือ โครงกระดูก 8 กับ 9 ที่ฝังไว้ขนานกัน มือขวาทั้งสองโครงมีการสวมกำไลหินอ่อน แต่มีขนาดที่แตกต่างกัน คนที่มีกำไลขนาดใหญ่คือโครงหมายเลข 8 เป็นผู้หญิง อายุประมาณ 24-34 ปี ส่วนกำไลขนาดเล็กกว่าเป็นโครงหมายเลข 9 เป็นเพศชาย อายุราว 35-40 ปี โดยแพทเทิร์นศพสมัยสำริด คือ หันหัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีหม้อที่บริเวณเหนือศีรษะและปลายเท้า
“นักมานุษยวิทยาหรือนักโบราณคดีจะอธิบายว่า ผู้ชายมีของติดตัวน้อยกว่าเพศหญิงอาจจะสะท้อนสถานภาพที่คนในวัฒนธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ให้ความสำคัญกับเพศหญิงมากกว่า เพราะเพศหญิงเป็นผู้ให้กำเนิดโลก”
![]()
ชีววิทยาในงานโบราณคดี
สำหรับเมืองจีโอพาร์คอย่างนครราชสีมา เดิมทีงานด้านชีววิทยาจะให้ความสำคัญกับเรื่องของไดโนเสาร์ เรื่องไม้กลายเป็นหิน แต่ระยะหลังได้เบนเข็มมาทำงานชีววิทยาในงานโบราณคดีด้วย
งานชีววิทยาตอบคำถามงานโบราณคดีอย่างไร ยกตัวอย่าง ในวัฒนธรรมสมัยสำริด จะมีการวิเคราะห์จากตะกอนดิน นักชีววิทยาจะส่องกล้องดูร่องรอยของตะกอนดินว่าพบข้อมูลอะไรบ้าง โดยจะดูลักษณะของหินพืชในรูปแบบของยูนิฟอร์ม แล้วเอายูนิฟอร์มนี้ไปศึกษาเปรียบเทียบว่าเป็นพืชชนิดใด
ซึ่งผลจากการศึกษาดินในภาชนะสมัยสำริด โดยใช้ดินจากหม้อของโครงกระดูกมนุษย์หมายเลข 9 เพื่อนำไปหาไฟโตลิธ (อนูขนาดเล็กของพืช) ได้พบร่องรอยของข้าวป่า หรือ Oryza rufipogon ซึ่งถือว่าเป็นบรรพบุรุษของข้าวที่เราบริโภคกันในปัจจุบัน คือ Oryza sativa japonica ซึ่งเป็นโซนข้าวเหนียว กับ Oryza sativa indica ซึ่งเป็นโซนข้าวเจ้า
![]()
![]()
“นอกจากการส่องกล้องดูไฟโตลิธแล้ว ยังมีการเจอเมล็ดข้าวด้วย ซึ่งเจอ Oryza sativa japonica 4 เม็ด และเจอ Oryza sativa indica 2 เม็ด ทำให้รู้ว่าในสมัยสำริดยังกินข้าวป่า พอเข้าสู่สมัยเหล็กก็พบข้าวปลูกมีทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้า แสดงว่าคนโคราชเมื่อ 2,000 ปีก่อนก็อาจจะบริโภคข้าวทั้ง 2 ประเภทก็ได้ นอกจากเมล็ดข้าว นักชีววิทยายังเจอเมล็ดผักคราด อยู่ในชั้นยุคก่อนประวัติศาสตร์สมัยเหล็กอีกด้วย”
ทั้งหมดนี้ทำให้เราพบว่าไทม์ไลน์การมีอยู่ของผู้คนในเมืองนครราชสีมานั้นกว้างมาก ตั้งแต่วัฒนธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์สมัยสำริดต่อเนื่องเรื่อยมาถึงปัจจุบัน นั่นแปลว่าไม่มีช่วงไหนที่เมืองนครราชสีมาร้างราผู้คนเลย นี่จึงเป็นก้าวสำคัญของงานด้านประวัติศาสตร์ และโบราณคดีที่ตอกย้ำว่าคนโคราชไม่ได้มาจากไหน แต่อยู่ตรงนี้มาเนิ่นนานหลายพันปีแล้ว
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
