เสียงแห่งยุคสมัยในดินแดนอีสาน
9 คำถามกับผู้จัดงานศิลปะ S.O.E – Sound of Era ครั้งที่ 3
ภาคอีสานในวันนี้กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาพจำของความกันดาร ความยากจน หรือการศึกษาที่ต่ำต้อย ค่อยๆ เลือนรางลงจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ในขณะที่ผู้คนหันกลับมามองอีสานด้วยสายตาใหม่ ในฐานะภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ และมีศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ที่พัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน
อีสานมีมหาวิทยาลัยสำคัญในจังหวัดใหญ่ มีมหาวิทยาลัยราชภัฏกระจายอยู่แทบทุกจังหวัด มีสนามบิน ถนนหนทางที่เชื่อมถึงกันในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ระบบโลจิสติกส์และการคมนาคมที่สะดวกสบาย และในอนาคตอันใกล้ รถไฟความเร็วสูงจะพาผู้คนจากกรุงเทพฯ วิ่งตรงสู่ลุ่มน้ำโขง ลาว และจีนในเวลาไม่ข้ามวัน
![]()
ผลงานของ อาทิตยาภรณ์ แสนโพธิ์ ศิลปินจากร้อยเอ็ด, ประเทศไทย
โดยเฉพาะหลังโควิด การย้ายถิ่นฐานกลับบ้านเกิดได้เร่งให้การเปลี่ยนแปลงชัดเจนยิ่งขึ้น เกิดการปะทะสังสรรค์ระหว่างสังคมดั้งเดิม คนที่ไม่เคยย้ายถิ่น คนหน้าเดิมในบริบทใหม่ ไปจนถึง “คนแปลกหน้า” จากภูมิภาคและประเทศอื่น ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอีสานในนามของโอกาสทางเศรษฐกิจ การศึกษา และการอยู่อาศัย
ในความเร็วของการเปลี่ยนผ่านนี้ มีสิ่งตกค้างจำนวนมาก ทั้งทางสังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และแม้กระทั่งดีเอ็นเอทางจิตใจของผู้คน ที่ค่อยๆ ถูกปรับเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว
สิ่งเหล่านี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดโดยกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า KULTX หรือ ฆัลX นำโดย “ตั้ม” หรือ มนพร รอบรู้ ศิลปินและคิวเรเตอร์ชาวขอนแก่น ผู้ไม่เคยย้ายถิ่นฐานไปไหน เกิด เรียน และทำงานอยู่ในบริบทของสังคมอีสานมาโดยตลอด จนมักเรียกกรุงเทพฯ แบบติดตลกว่า “เมืองล่าง” คำพูดขำๆ ที่สะท้อนความแปลกแยกเชิงโครงสร้างระหว่างส่วนกลางกับภูมิภาคได้อย่างไม่ตั้งใจ
![]()
มนพรทำงานศิลปะเพื่อขับเคลื่อนสังคมบ้านเกิดมากว่า 2 ทศวรรษ ตั้งแต่การก่อตั้ง YMD Art Space สนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ในพื้นที่ การจัดแสดงศิลปะในเมืองขอนแก่น การมีส่วนร่วมใน Khon Kaen Manifesto การก่อตั้ง MAIELIE หอศิลป์ริมบึงแก่นนคร ไปจนถึงการสถาปนาเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ S.O.E – Sound of Era ซึ่งขับเคลื่อนด้วยทีมงานของเขาเอง และได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง
เขาไม่เคยหยุดตั้งคำถาม ย้อนมองประวัติศาสตร์ เผชิญหน้ากับปัจจุบัน และสงสัยต่ออนาคต เครื่องมือเดียวที่ใช้คือ “ศิลปะ” และหากมองให้ดี ภาพสะท้อนเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่อีสาน หากพาดผ่านไปถึงระดับประเทศ และโลกทั้งใบ
Sound of Era ในแต่ละครั้งจึงค่อยๆ ขยายขอบเขตออกไป ดังที่เห็นได้จากรายชื่อศิลปินต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้น หากกรีดเลือดของเขาออกมา สิ่งที่ไหลเวียนอยู่คือศิลปะเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ปนแอลกอฮอล์เล็กน้อยพอให้หัวเราะ (ฮา)
และนี่คือ 9 คำถามกับเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ S.O.E – Sound of Era ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดแสดงจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
![]()
ผลงานของ PANGROK SULAP ศิลปินจากโกตากีนาบาลู, มาเลเซีย
1. ธีมงานของ S.O.E. ปีนี้เกี่ยวกับอะไรบ้าง
S.O.E คือ เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ที่จัดขึ้นทุกสองปี เริ่มตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งคอนเซปต์หรือธีมในแต่ละปีจะแตกต่างกันไป
สองครั้งก่อนหน้านี้ เราจัดที่จังหวัดขอนแก่นเป็นหลัก โดยนำเสนอแง่มุมจากประวัติศาสตร์ของขอนแก่นและเรื่องราวของผู้คนในจังหวัดขอนแก่นที่มีความเชื่อมโยงกับสังคมพหุวัฒนธรรมร่วมสมัย วิถีชีวิต การเมือง และพื้นที่อื่นๆ หรือในบริบทที่แตกต่างๆ กันไป ผ่านเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ การอพยพของผู้คนข้ามพรมแดน การเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน หรือร่องรอยเส้นทางการเดินทางของการค้า ซึ่งนำไปสู่การเคลื่อนย้ายทางวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนและผสมผสานของวัฒนธรรม และในแต่ละปีเรามักจะขยายขอบเขตของเรื่องที่เราสนใจให้มีความกว้างมากขึ้น เพื่อที่จะนำไปสู่การจัดในครั้งถัดไป จนมาถึงครั้งที่สาม S.O.E 2025-2026 - Sound of Era “เสียงแห่งยุคสมัย”
![]()
ผลงานของ สุรเจต ทองเจือ
2. ดูเหมือนขอบเขตของงานปีนี้กว้างขึ้น เพราะมีการจัดถึง 3 พื้นที่
เราขยายขอบเขตของเทศกาลให้กว้างขึ้นกว่าครั้งก่อนมาก จากขอนแก่นไปตามทางรถไฟถนนมิตรภาพ สู่อุดรธานี หนองคาย ถึงริมแม่น้ำโขง โดยจัดงานครอบคลุมพื้นที่ถึงสามจังหวัดภาคอีสาน ได้แก่ อำเภอศรีเชียงใหม่ และอำเภอท่าบ่อ ในจังหวัดหนองคาย อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี และกลับมาปิดท้ายที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเทศกาล โดยปีนี้เราขยายระยะเวลาการจัดงานเพิ่มขึ้นเป็น 3 เดือน
เหตุผลที่เราต้องจัดสเกลที่ใหญ่ขึ้นขนาดนี้ทั้งที่มีงบประมาณจำกัด ก็ด้วยเพราะระยะเวลาที่จัดก่อนหน้าแค่สองอาทิตย์ อาจจะเป็นช่วงเวลาที่สั้นเกินจะอธิบายเสียงจากพื้นที่ที่มีความทับซ้อนทางประวัติศาสตร์และผู้คน เพราะเราต้องการนำเสนอเสียงอันทรงพลังที่สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และความเชื่อในความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม ผ่านงานศิลปะในบริบทของภาคอีสาน พื้นที่ลุ่มน้ำโขง และผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ครั้งนี้ทำงานร่วมกับชุมชนและศิลปินกว่า 70 คน จากหลากหลายประเทศ ซึ่งเรามองว่าสิ่งนี้ คือการส่งเสียงของยุคสมัย เป็นเสียงของอดีตและเสียงแห่งปัจจุบัน รวมไปถึงเสียงของอนาคตที่รวมความหมายไปถึงเสียงของผู้คน เสียงของธรรมชาติ และเสียงที่ผู้คนมุ่งหวังที่จะเห็น นี่คือความหมายที่เราพาทุกคนออกเดินทางในครั้งนี้
![]()
ผลงานของ วัลลภ หาญสันเทียะ
3. งานศิลปะของคุณทำงานกับพื้นที่อย่างไรบ้าง
เทศกาลในปีนี้มีความพิเศษที่ต่างจากงานเทศกาลศิลปะร่วมสมัยอื่นตรงที่เราจัดในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งครอบคลุมถึง 3 จังหวัด และรวมศิลปินจากนานาประเทศกว่า 70 คน ศิลปินต้องมีการเรียนรู้เข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนและสร้างเป็นผลงานศิลปะที่มีความสัมพันธ์กับพื้นที่ Site Specific ออกมา
หลังจากการจบงานในครั้งก่อน เราวางแผนในการดำเนินงานของเทศกาลในครั้งนี้ทันที เราลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาสองปี ทำความรู้จักพื้นที่และชาวบ้าน เพราะเราออกมานอกขอนแก่นที่มีความคุ้นเคย จึงจำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจกับผู้คนและพื้นที่ ซึ่งรวมไปถึงการวางแผนในการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างเรียบร้อยและไม่รบกวนเจ้าของพื้นที่
![]()
ผลงานของซิเดน กง ศิลปินจากพนมเปญ, ประเทศกัมพูชา
4. เกณฑ์ในการคัดเลือกศิลปิน
อย่างที่เล่าไปก่อนหน้านี้ว่า หลังจบเทศกาลในครั้งก่อน เราได้มีการวางแผนในการที่จะปูทางมาสู่เทศกาลในครั้งนี้ เริ่มจากการที่ชักชวนศิลปินมาร่วมงานกับเราที่เป็นกิจกรรรมหรือนิทรรศการของ KULTX ซึ่งเป็นโปรแกรมศิลปินพำนัก ที่มีทั้งการเปิด Open Call ที่เราเชิญมาร่วมโครงการ รวมไปถึงกิจกรรม Workshop และ Artist Talk
โดยทิศทางคือการทำงานจะเจาะไปที่กลุ่มของศิลปินในรอบประเทศที่เป็นเพื่อนบ้าน มีความเชื่อมโยงกันด้วยแม่น้ำโขง หรือมีการแชร์วัฒนธรรมร่วมกัน เป็นศิลปินในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหลัก รวมถึงกลุ่มเครือข่ายศิลปินที่เราเริ่มสร้างกันมาในช่วงก่อนหน้านี้ เมื่อมีความคุ้นเคยกันบ้างแล้วศิลปินเลยรู้เป้าหมายและความต้องการทั้งของเขาและเราในการที่จะสร้างผลงานและจัดงานนี้ขึ้น โดยผ่านการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริงอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงเวลาเราก็สามารถเริ่มงานกันได้ทันที
![]()
ไชยาพร กล้าผจญ
5. ความสัมพันธ์ของศิลปิน ชิ้นงานและพื้นที่
งานในแต่ละชิ้นเกิดจากเข้าไปสำรวจและการทำความเข้าใจกับพื้นที่ของศิลปิน งานบางชิ้นก็เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างศิลปินกับผู้คนในพื้นที่นั้นๆ ส่วนใหญ่งานในครั้งนี้แทบจะเป็นรูปแบบ Site Specific ที่มีความสัมพันธ์กับพื้นที่เกือบทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ
เหตุผลหลักๆ เลยคือเราและชาวบ้านในพื้นที่มีความเห็นพ้องว่าจะเปิดพื้นที่ให้คนภายนอกที่ไม่รู้จักได้รู้จัก หรือคนภายในได้หันกลับมามองพื้นที่ของตัวเอง ตรงนี้เลยทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่สร้างการเรียนรู้ไปพร้อมกัน ทั้งศิลปิน ผู้คน งานศิลปะ และพื้นที่
![]()
อาดิ ซุนโดโร
6. ศิลปะในและนอกแกลเลอรี่ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร เพราะเห็นมีการเคลื่อนย้ายงานจากอุดรธานีมาไว้ที่ใหม่อีหลี
เนื่องจากสถานที่จัดงานของเราที่อุดรธานีมีช่วงระยะเวลาการเปิดให้เข้าชมสั้น ประมาณสองอาทิตย์เท่านั้น จากเหตุผลต่างๆ ทั้งเรื่องของค่าใช้จ่ายงบประมาณ และความปลอดภัยของพื้นที่ด้วย เราจึงได้ย้ายผลงานบางส่วนจากอุดรธานีมาจัดแสดงที่ขอนแก่นด้วย รวมไปถึงผลงานบางชิ้นจากศรีเชียงใหม่ โดยมีการจัดแสดงขึ้นทั้งสองพื้นที่ คือ KULTX และ ใหม่อีหลี ผลงานบางส่วนก็เป็นผลงานที่ศิลปินสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อจัดแสดงที่ขอนแก่น แต่เราจะสามารถเห็นการเชื่อมโยงกันของพื้นที่ทั้งขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย ที่มีอะไรบางอย่างผูกกันอยู่ผ่านผลงานศิลปะจากพื้นที่ Site Specific สู่พื้นที่แกลเลอลี ซึ่งมีการสร้างความหมายใหม่และมุมมองที่ต่างกันออกไป
![]()
ผลงานของ ไจล์ ไรเดอร์ ศิลปินจากบริสเบน, ประเทศออสเตรเลีย
7. ผลลัพธ์ของการเชื่อมโยงศิลปะ พื้นที่ ผู้ชม และตัวศิลปิน
ที่ศรีเชียงใหม่ และท่าบ่อ หนองคาย อุดรธานี เทศกาลของเราได้รับเสียงตอบรับเกินคาดจากที่คิดไว้ มันเหมือนเป็นการไประเบิดพื้นที่เลย เราไม่คิดว่าผู้คนจะตอบรับเท่านี้ด้วยซ้ำ ในช่วงแรกที่ไปจัดงานเตรียมงานทีมเรายังมีความกังวลกันอยู่เลยว่าจะมีคนมาดูหรือเปล่า
มันออร์แกนิกมากๆ คือคนในพื้นที่เขาต้องการจะเปิดพื้นที่ของเขาอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะทำยังไง และรอคอยอะไรบางอย่างอยู่ พอเราเข้าไปจัดงาน จึงเหมือนกับว่ามันปลั๊กเข้าไปช่วยส่งเสริมกันพอดี งานศิลปะก็เข้าไปทำหน้าที่ในการสร้างมุมมองใหม่ที่ทำให้คนในพื้นที่เข้าใจเรื่องราวของตัวเองมากขึ้น บางส่วนก็มาเรียนรู้เรื่องราวของพื้นที่ตัวเองผ่านงานศิลปะ
![]()
ชมพูนุท พุทธา
ที่เราประทับใจมากก็คือ มีทั้งนักเรียนจากละแวกใกล้เคียงและอำเภอใกล้ๆ จัดทัวร์มาชมผลงานเพื่อเรียนรู้เรื่องของพื้นที่ผ่านงานศิลปะ คุณครูเขาจัดเป็นคลาสให้นักเรียนเรียนรู้ผลงาน เขียนบรรยายและพรีเซนต์ถึงผลงานที่ตัวเองชื่นชอบ
ในช่วงที่เราไม่ได้อยู่ประจำในพื้นที่จัดงาน ชาวบ้านก็อาสาสมัครเป็นคนนำชมผลงานให้กับคนที่มาชมงาน ซึ่งเขาสามารถอธิบายผลงานและแนะนำได้ดีมากๆ พร้อมกับดูแลความเรียบร้อยของผลงาน แม้กระทั่งทำความสะอาดพื้นที่ให้ เพราะเขารู้สึกว่ามันกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ของเขาที่ต้องช่วยกันดูแลหรือแนะนำจริงๆ ซึ่งทีมงานและตัวศิลปินที่มาทำงานรู้สึกประทับใจมากๆ ตั้งแต่ช่วงไปลงพื้นที่ทำงานกันแล้ว
![]()
ผลงานของ คริสตอฟ ดาห์ลเฮาเซน ศิลปินจากบอนน์, ประเทศเยอรมนี
8. สถานการณ์ศิลปะร่วมสมัยในปัจจุบัน? การตอบรับจากผู้เข้าชม หน่วยงานสนับสนุน และนักสะสมผลงานศิลปะ
สำหรับผมคิดว่าโลกของศิลปะร่วมสมัยในต่างจังหวัดหรือพื้นที่นอกกรุงเทพฯ เป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ ในตอนนี้ ถ้ามองย้อนไปสักสิบปีก่อน มันดูเป็นเรื่องยากมากที่จะสร้างพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยหรือฉากทัศน์ร่วมสมัยใดๆ ให้คนมาสนใจศิลปะร่วมสมัยในต่างจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่อีสาน แต่ตอนนี้มันมีความน่าสนใจขึ้นมาก หลายภาคส่วนก็โฟกัสมาที่ตรงนี้
เรื่องนี้ต้องยกคุณงามความดีส่วนหนึ่งให้กับคนในพื้นที่ที่มีความต้องการเปลี่ยนแปลง มีความพยายามในการนำเสนอเรื่องราวของตัวเองออกไปรวมกลุ่มและลงมือสร้างกันเอง ต่อยอดกันเอง จากสิ่งที่ตัวพวกเขาเองมี
ตอนนี้หลายหน่วยงานก็มีความสนใจมากขึ้นและให้การสนับสนุน แต่อาจจะยังขาดความต่อเนื่อง ถ้ามีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องไม่หว่านแห ผมมองว่าก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงและมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นได้
![]()
ผลงานของจารุพัชร อาชวะสมิต ศิลปินจากกรุงเทพฯ, ประเทศไทย
จากที่เราเห็นและทำมาโดยตลอด เราพยายามสร้างโครงสร้างใหม่ขึ้นมาเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง เรามองเห็นความเป็นไปได้ของศักยภาพของพื้นที่ และผู้คนที่ต้องการเชื่อมโยงตัวเองกับโลกที่ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ หรือแค่ในไทย
เรามักจะได้ยินการถามพูดคุยถึงการสร้างนิเวศศิลปะให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ แต่มันไม่เคยเกิดขึ้นได้จริง เพราะความรู้ความเข้าใจในศิลปะร่วมสมัยแบบแปลกๆ จากสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานของรัฐ เช่นการวัดประเมินผลงานศิลปะแบบงานอีเวนต์ โดยที่ไม่ได้มองว่าศิลปะจำเป็นหรือส่งเสริมมุมมองต่อการใช้ชีวิตของผู้คนยังไง และสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นได้ยังไง หรือแม้แต่การลงทุนในศิลปะที่เอาแต่มองว่าเป็นเพียงอีเวนต์อีเวนต์หนึ่งที่ต้องการให้มีคนมาร่วมมากๆ มีคนยิ่งเยอะยิ่งดี และจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจยังไง แต่ไม่ได้มองว่างานนี้จะส่งผลอะไรหรือให้อะไรกับพื้นที่และสังคมบ้าง ซึ่งมาพร้อมกับการสนับสนุนโดยเงื่อนไขแบบแปลกๆ และไม่ต่อเนื่อง
![]()
ผลงานศิลปะของ อคราส พรขจรกิจกุล ศิลปินไทย
ตอนที่เราจัดอาร์ตแฟร์ของอีสานขึ้นครั้งแรกที่ขอนแก่น เราก็ค้นพบว่าคนที่ชื่นชอบในงานศิลปะและมีกำลังซื้อในการสะสม ทั้งในขอนแก่นหรือภาคอีสานเองก็มีไม่น้อย แต่การจะสร้างคนกลุ่มนี้ขึ้นมาเพิ่มก็จำเป็นและต้องการเวลาในการสร้างความเข้าใจและการรับรู้ในงานศิลปะอย่างต่อเนื่องระยะยาว โดยอาศัยการปรับเปลี่ยนความร่วมมือในหลายภาคส่วน
![]()
นพวรรณ สิริเวชกุล
9. อะไรที่ทำให้คุณจัดงานนี้มาอย่างต่อเนื่อง
เรามองเห็นความเป็นไปได้ในสิ่งที่ทำกันอยู่ และเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่ค่อยๆ เกิดขึ้น มันอาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่มาก ถ้ามองจากมุมของใครหลายคน แต่สำหรับเรา มันมีความหมายมาก
เวลาเราลงพื้นที่และทำงานร่วมกับชาวบ้าน เราสนุกและมีความสุขกับพลังงานดีๆ ที่พวกเขามอบให้ บางครั้งมันก็ฮีลใจเรากลับมาเหมือนกัน การที่เขาไว้ใจให้เรานำเรื่องราวของเขาออกไปสื่อสารกับสังคมอื่น ผ่านงานศิลปะ และงานเหล่านั้นสามารถส่งเสียงแทนพวกเขาได้จริงๆ
![]()
มิตร ใจอินทร์
ผมคิดว่านี่แหละ คือเหตุผลที่ทำให้ผมและทีมงานยังทำงานนี้ต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่าเสียงเล็กๆ จากพื้นที่หนึ่ง อาจไม่ได้เปลี่ยนโลกทั้งใบในทันที แต่ถ้ามันดังพอ และมีคนฟังมากพอ มันอาจค่อยๆ เปลี่ยนวิธีที่โลกมองพื้นที่นี้ — และเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนมองตัวเองได้ในที่สุด ซึ่งล่ะมั้งที่เรียกว่า “เสียงแห่งยุคสมัย”
![]()
เกา เกา คอเล็กทีพ
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
