ผู้จัดงานวิ่งทิ้งงาน บทเรียนสำคัญของเขาใหญ่
ภาคเอกชนชี้ทางแก้ ชุมชนต้องเป็นฐานการท่องเที่ยว
ปั่นป่วนรับปีม้าไฟ เมื่อผู้จัดงานวิ่ง Khao Yai Wild Breeze Run 2026 ทิ้งงานกะทันหันเมื่อวันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สร้างความงุนงงและไม่พอใจให้กับนักวิ่งกว่า 1,800 ชีวิตให้ยืนเคว้งอยู่บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่อย่างไร้จุดหมาย
งานนี้นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ออกโรงแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการพาตัวแทนนักวิ่งไปแจ้งความที่ สภ.เมืองนครนายกเพื่อขอเงินคืนจากผู้จัด
อีกทั้งเพื่อไม่ให้นักวิ่งมาเสียเที่ยว และเสียความรู้สึกไปมากกว่านี้ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในฐานะที่เป็นสถานที่จัดกิจกรรมจึงยังคงกิจกรรมวิ่งในเช้าวันรุ่งขึ้นไว้ โดยหดระยะทางเหลือ 6 กิโลเมตร ออกสตาร์ทที่ลานเขาร่ม ผ่านสนามกอล์ฟเก่า จากนั้นไปกลับตัวที่ลานกางเต็นท์ลำตะคอง แล้ววกกลับมาที่จุดเดิม มีเงื่อนไขว่านักวิ่งต้องดูแลเรื่องน้ำและอาหารกันเอง
กระทั่งรุ่งเช้าวันที่ 15 กุมภาพันธ์ หลังจากที่นักวิ่งทยอยเข้าเส้นชัย สิ่งที่สร้างความประหลาดใจและประทับใจให้กับนักวิ่ง คือ บูธผัดหมี่โคราชจากชุมชนบ้านท่ามะปรางค์-คลองเพล ที่มาตั้งรอแจกให้กับนักวิ่งจำนวน 500 ที่ แก่นักวิ่งในเช้าวันนั้น ขณะที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ก็สมทบด้วยข้าวผัดอีกจำนวนหนึ่งเพื่อให้นักวิ่งที่ถึงเส้นชัยได้อาหารครบถ้วนทุกคน
การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างทันทท่วงที แม้จะพลิกสถานการณ์ให้เป็นบวกได้ แต่ในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับประเทศ เหตุการณ์นี้ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ของเมืองอย่างมาก จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องช่วยกันระดมความคิด เพื่อหาแนวทางป้อกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้อีกต่อไป
คุณพันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ บอกว่า ทุกคนที่ทราบข่าวต่างตกใจ และไม่ว่าเราจะแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าให้คนกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่ดียังไง แต่อีกด้านหนึ่งเราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นได้
![]()
“เราควรป้องกันมากกว่าแก้ไข” นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่กล่าว
คุณพันชนะ บอกว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีผู้เสนอให้มีข้อตกลงที่รัดกุมขึ้น อาทิ การวางเงินเป็นหลักประกัน แต่เรื่องนี้ต้องกลับไปดูระเบียบว่าทำได้จริงหรือไม่ แต่สิ่งที่เป็นพื้นฐานของการท่องเที่ยวเขาใหญ่ที่ผ่านมา คือ ความจริงใจในการทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่ ตรงนี้อาจเป็นหลักประกันแบบหนึ่งที่สำคัญมาก
ในมุมมองของนายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ มองว่าสิ่งที่ต้องทำอันดับแรก ต้องมีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบริษัทที่จะมาจัดงาน ต่อมาต้องดูว่ามีความตั้งใจจะทำงานร่วมกับชุมชนจริงหรือไม่ หากเป็นบริษัทที่ต้องการร่วมกับชุมชนจริง จะมีการขอให้คนในชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ที่สำคัญภาคีเครือข่ายต่างๆ ในชุมชนจะคอยตรวจสอบช่วยอีกทางหนึ่งด้วย ข้อสุดท้าย ดูเนื้อหาของกิจกรรมว่าสอดคล้องกับค่าใช้จ่ายหรือไม่ ถ้าไม่สอดคล้องทุกฝ่ายต้องช่วยกันสำรวจ
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แน่นอนเมื่อมีคำว่าเขาใหญ่ มดตายตัวหนึ่งก็สะเทือน”
คุณพันชนะ กล่าวทิ้งท้ายว่า การป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำรอยเดิม ไม่ว่ากิจกรรมใดที่จะเข้ามาจัด จะต้องทำตามบริบทชุมชนและสังคมของเมือง เราเรียกว่าคอมมูนิตี้ เบส ทัวริสซึ่ม หรือ การท่องเที่ยวที่มีชุมชนเป็นฐาน ซึ่งตรงนี้เองจะเป็นตัวกรองที่ดีอีกชั้นหนึ่ง
ขณะที่ดร.วัชรี ปรัชญานุสรณ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ที่ผ่านมาเมื่อจะมีกิจกรรมใดก็ตาม เราจะให้ชุมชนมีส่วนได้ส่วนเสียทุกกิจกรรม เขาใหญ่ของเราให้ความสำคัญกับท้องถิ่นและชุมชน เช่น งานวิ่งมาราธอนเขาใหญ่ ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งโรงพยาบาล ตำรวจดูแลเส้นทาง กระทั่งข้อมูลที่พักก็จะมีครบครัน
แต่งานนี้เราซึ่งเป็นเจ้าบ้านกลับรู้น้อยมาก สิ่งที่เราต้องร่วมกัน และทำให้จริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นกลับมา คือ การมีส่วนร่วมกับชุมชนเพื่อให้ขับเคลื่อนไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
ด้านคุณธันวา เชี่ยวพานิช กรรมการวิสาหกิจชุมชนบ้านท่ามะปรางค์-คลองเพล ผู้นำผัดหมี่โคราชขึ้นไปแจกนักวิ่งได้สะท้อนต่อเหตุการณ์นี้ว่า ตามตารางการจัดงาน เราต้องไปแจกอาหารที่งานวิ่งอยู่แล้ว โดยได้รับงบประมาณเต็มจำนวนจากการ ททท.นครราชสีมามาแล้ว และมีการเตรียมวัตถุดิบทุกอย่างแล้ว พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นจึงได้สอบถามไปยัง ททท. นครราชสีมา ว่าสามารถนำอาหารที่เตรียมไว้ไปมอบให้เจ้าหน้าที่อุทยานแทนได้หรือไม่ ดีกว่าทิ้งไปสูญเปล่า เมื่อ ททท. ตอบตกลงจึงได้สอบถามไปยังอุทยานถึงความเหมาะสม เมื่อได้รับอนุญาตจึงขึ้นไปตามกำหนดเดิม พอไปถึงพบว่ามีนักวิ่งวิ่งในช่วงเช้า และหัวหน้าอุทยานได้บอกให้แจกนักวิ่งได้เลย
“ผมอยู่หน้างานตั้งแต่นักวิ่งเริ่มออกวิ่ง แล้วกลับเข้าเส้นชัย 7 โมง นักวิ่งต่อแถวยาวเป็นร้อย ทั้งงานมีเราคนเดียว นักวิ่งก็รู้สึกแฮปปี้ ทุกคนดูผ่อนคลาย มาต่อแถวกินผัดหมี่โคราช เราทำมา 500 ที่ ส่วนอุทยานก็ไปสั่งข้าวผัดมาเพิ่ม เพื่อให้นักวิ่งได้อาหารครบทุกคน กว่าจะแจกครบก็เกือบ 10 โมง”
ภายในงานคุณธันวาได้สอบถามนักวิ่งถึงสิ่งที่เกิดขึ้น คำตอบที่ได้รับ คือ ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์อย่างนี้ เพราะตอนซื้อทริปนี้เขาเห็นตราสัญลักษณ์ของอุทยานแห่งชาติ กับสัญลักษณ์อเมซซิ่งไทยแลนด์ของ ททท. ซึ่งนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความไม่เชื่อมั่นต่อการท่องเที่ยวเขาใหญ่ก็เป็นได้
“ผมคิดว่าอุทยานและ ททท. ก็ควรจะแจ้งความด้วย เพราะเป็นผู้เสียหาย และต่อไปการอนุญาตให้นำตราสัญลักษณ์ไปใช้อาจต้องตรวจสอบให้ละเอียดกว่านี้ อย่างไรก็ตามท่ามกลางบรรยากาศที่เย็นสบายของเขาใหญ่จึงทำให้ผู้คนหายโกรธ อย่างน้อยได้วิ่ง ได้กิน จึงทำให้ทุกคนผ่อนคลายลงมาก”
หลังจากนี้เมื่อฝุ่นที่ตลบเริ่มจางลง ภารกิจหลักของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวคงหนีไม่พ้นต้องนำบทเรียนที่ได้รับมาพูดคุยอย่างจริงจัง เพราะที่สุดแล้วการป้องกันย่อมดีกว่าตามแก้ไขในภายหลังที่ไม่อาจรู้ได้ว่าจะยืดเยื้อหรือไม่
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
