เมื่อนักเดินทางเรียนรู้ที่จะอยู่กับที่
สว่าง ทองดี กับขวบปีของการไม่ไปไหน
เช้าวันธรรมดาของต้นเดือนกุมภาพันธ์ เชียงใหม่อากาศยังเย็นสบาย ทุกตรอกซอกซอยของถนนในเมืองเก่ายังมีนักท่องเที่ยวเดินกันขวักไขว่ วันนี้เรามีนัดกับคุณสว่าง ทองดี ที่ร้าน Nomad Coffee ซึ่งเป็นร้านกาแฟเปิดใหม่ที่ตั้งเป็นหลักแหล่งร้านแรกของเขา ถึงร้านจะเพิ่งเปิดใหม่ แต่ประสบการณ์ในเส้นทางกาแฟของเขาไม่ใหม่เลย คุณสว่างคลุกคลีกับกาแฟมาเข้าปีที่ 10 แล้ว และก่อนหน้านี้เขาตระเวนขายกาแฟตามงานกาแฟในเชียงใหม่ เริ่มจากรถพ่วงจักรยานที่เขาออกแบบเอง จนล่าสุดขยับมาเป็นรถสามล้อฟู้ดทรัคขนาดเล็ก จอดขายที่ถนนท่าแพอาทิตย์ละ 3 วัน ก่อนจะมาปักหลักอยู่ใต้อาคารของโรงแรมดาร์เลย์ ติดกับร้านอาหารของเพื่อนที่ชวนให้มาอยู่ด้วยกัน
![]()
ชื่อร้าน Nomad Coffee ได้มาจากชีวิตและไลฟ์สไตล์ของเขาที่ไม่เคยอยู่กับที่ หัวใจร่ำร้องให้ออกเดินทางตลอดเวลา เพราะมีเชื้อนักเดินทางตั้งแต่ยังเด็ก เพราะต้องติดสอยห้อยตามพ่อไปค้าขายที่ชายแดนก็มักจะพาเขาติดสอยห้อยตามไปด้วยบ่อยครั้ง
“ผมเกิดและเติบโตที่แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน พื้นเพเป็นคนปกาเกอะญอ พอจบ ม.6 ก็สอบติดคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จบแล้วก็ออกมาไปเป็นครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนสามมุกคริสเตียนอยู่ 9 ปี”
เขาเล่าชีวิตที่เดินตามกรอบและขนบของสังคม จนทำให้รู้สึกค้านสายตาและความรู้สึกจากการที่ได้เห็นในสิ่งที่เขาทำ ณ ปัจจุบัน
“ไม่ได้อยากเป็นครู ไม่ได้อยากเรียนวิทย์ อยากเรียนศิลปะ ได้โควตามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะวิจิตรศิลป์เรียบร้อยแล้ว แต่พ่อแม่ไม่อยากให้เรียน เพราะเขามีความคิดว่าเรียนศิลปะแล้วจะไปทำอะไรกินได้ ก็เลยยอมไปฝืนเรียนอะไรที่ไม่อยากเรียน แล้วตอนเรียนก็มีความรู้สึกว่าอยากทำอะไรเพื่อสังคม มีอุดมการณ์ ก็เลยตัดสินใจเรียนวิทยาศาสตร์ แล้วก็มาเป็นครูโรงเรียนเอกชน ถ้าเรียนวิทยาศาสตร์แต่ไม่ได้เรียนคุรุศาสตร์ จะเป็นครูโรงเรียนรัฐบาลไม่ได้ มันต้องมีวุฒิครู แต่โรงเรียนเอกชนไม่เป็นไร
ช่วงแรกๆ ก็โอเค แต่พอเริ่มปีที่ห้าที่หกเริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเราแล้ว เพราะนิสัยส่วนตัวลึกๆ เป็นคนชอบทำอะไรนอกกรอบอยู่แล้ว พอปีที่ 7-9 ทำงานได้แต่ว่าใจไม่มีแล้ว คิดว่าเราเป็นตัวถ่วงองค์กร เพราะเอเนจี้มันไม่มีแล้ว พอใจไม่อยู่แล้ว ก็ส่งผลต่อคนรอบข้าง จะอยู่ทำไมแค่เพื่อให้ตัวเองได้เงินเดือน ก็เลยลาออก พอออกปุ๊บก็ทำตามความอยากของตัวเองเลย มีเงินเก็บก้อนหนึ่ง ...ตัดสินใจออกปั่นจักรยาน”
![]()
นั่นจึงเป็นที่มาของการเข้าสู่วิถีชีวิตนักเดินทางเต็มตัว
“ก่อนหน้านั้นตอนเริ่มทำงานประจำเป็นครูก็เริ่มแบ็คแพ็คไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมันมีปิดเทอมเราก็จะมีช่วงว่างที่ไปเดินทางได้ แต่ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงเรียนมหาลัยเราก็เริ่มโบกรถไปเที่ยวแล้ว ไปภูกระดึง ไปที่นู่นที่นี่ ก็คือมีเชื้อนักท่องเที่ยวมาตั้งนานแล้วตั้งแต่เด็กๆ ด้วย สมัยนั้นยังมีสัมปทานป่าไม้ เวลาจะไปขายของที่ชายแดนพ่อจะพาผมโบกรถขนท่อนซุงไปขายของตามหมู่บ้านชายแดนหรือบนดอย ทุกช่วงชีวิตมักจะมีการเดินทางเข้ามามีส่วนร่วมไม่มากก็น้อย พอลาออกจากงานประจำปุ๊บก็ลุยเลย ตอนอายุน้อยเรามักจะไม่ค่อยคิดอะไรใช่ไหม ตอนนั้นก็ประมาณ 30 ต้นๆ มีเงินอยู่ประมาณ 100,000 บาท ก็ปั่นจักรยานไปลาว จีน ทิเบต เนปาล อินเดีย
![]()
ข้อดีของการเลือกจักรยานเป็นตัวช่วยในการเดินทางเพราะว่าราคาถูก ประหยัดค่าใช้จ่าย ค่ำไหนนอนนั่นได้ ประสาทสัมผัสทั้งหมดของเราได้เปิดรับประสบการณ์ต่างๆ อย่างชัดเจน ผิวกายสัมผัสอุณหภูมิของอากาศ จมูกได้กลิ่น หูได้ยิน ถนนขรุขระก็รู้ ความร้อนความหนาวเรารับรู้ได้โดยตรง ส่วนตัวชอบผจญภัยอยู่แล้ว สมัยมหาลัยแบ็คแพ็คโบกรถก็ยังไม่ตื่นเต้นมากเท่ากับการปั่นจักรยาน เลยรู้สึกว่าจักรยานมันตอบโจทย์ ซึ่งต่อมาเลยกลายเป็นการเสพติดความตื่นเต้น เสพติดการไม่ชอบอยู่กับที่”
ด้วยความสามารถทางภาษาและการเขียน จึงทำให้เขามีรายได้ระหว่างเดินทางด้วยการเขียนบทความลงในนิตยสารรายเดือนสปอร์ตสตรีท เป็นนิตยสารที่เกี่ยวกับการเดินทางด้วยจักรยาน แม้ค่าตอบแทนจะไม่มากนัก แต่ก็พอมีให้ติดตัวไว้ใช้จ่ายระหว่างเดินทาง และเพราะการเดินทางนี้เองที่ทำให้ทักษะทางด้านภาษาอังกฤษของเขาเพิ่มพูนขึ้น เมื่อจบจากการเดินทางและกลับมาไทย เขาจึงได้ทำงานไกด์
![]()
“หลังจากไปปั่นจักรยาน 10 เดือน กลับมาเงินหมด ก็ต้องมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ งานทัวร์ งานล่าม งานไกด์ได้จากการบอกต่อจากเพื่อนที่ทำเอ็นจีโอ กับเพื่อนที่อยู่ในแวดวงทัวร์ หลักๆ ก็อยู่ที่เชียงใหม่ ปีหนึ่งก็มีงานแค่ประมาณ 5-6 เดือน งานล่ามก็ไม่ได้มีตลอด งานทุกอย่างเป็นงานที่ทำตามฤดูกาล ก็เลยลงตัวในแง่ที่ว่าเราทำงานแค่หกเดือนไม่เกินเจ็ดเดือน ก็มีรายได้มากพอที่จะไปเดินทาง 5-6 เดือน หรือมากกว่านั้น และกลับมายังมีเงินเก็บที่กันไว้ส่วนหนึ่ง ถ้าไม่มีงานเลยหกเดือนก็ยังอยู่ได้ไม่มีปัญหา ใช้เวลาสองสามปีกว่าจะลงตัวและทำให้รู้ว่าจะทำยังไงให้อยู่ได้โดยไม่กระเบียดกระเสียร”
เมื่อเราขอให้เล่าถึงความประทับใจที่เกี่ยวกับการเดินทาง สีหน้าและแววตาของเขาเหมือนกำลังมองเห็นภาพในอดีตฉายชัดตรงหน้าอีกครั้งหนึ่ง
![]()
“เรื่องประทับใจมีเยอะมากเลย แต่สิ่งที่สำคัญคือเราคิดว่าการเดินทางทำให้เราได้เชื่อมโยงตัวเองกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เราปั่นจักรยานขึ้นเขาที่เมืองจีน ก็ปั่นขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปเห็นวิวที่เป็นภูเขารูปทรงพีระมิด ไม่รู้ว่าพลังอะไรของภูเขาลูกนั้นกระแทกใส่ จู่ๆ น้ำตาก็ไหลออกมา เรารู้สึกว่าเรื่องนี้แปลกมาก แต่พอเล่าให้เพื่อนฟัง เขาก็บอกว่าคงพราะเราขี่จักรยานทั้งวันและเหนื่อยมาก พอได้เห็นความสวยงามของทิวทัศน์ก็เลยดีใจหรือเปล่า แล้วก็ปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายตอนปั่นขึ้นทิเบตอีก ตอนนั้นปั่นขึ้นไปถึงระดับ 4,000-5,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล ออกซิเจนน้อย เลยทำให้ไปได้ช้า ปกติเวลาคนเราเจออะไรหนักๆ มีเรื่องทุกข์ใจก็น่าจะร้องไห้ออกมาใช่ไหม แต่ในจุดที่เรารู้สึกว่าเหนื่อยมากจนเกินกว่าจะทน แทนที่จะร้องไห้ กลับหัวเราะออกมา เราก็ไม่รู้ว่าอารมณ์แบบนี้คืออะไร
![]()
ตอนไปปั่นที่อเมริกาปั่น เราปั่นผ่านป่าเรดวู้ด ต้นไม้แถวนั้นอายุ 1,500-2,000 ปีขึ้นไป เราเหมือนได้สัมผัสถึงความอ่อนโยนของบรรพบุรุษ คือเราก็ไม่รู้จะอธิบายให้คนอื่นฟังยังไง มีอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือตอนปั่นขึ้นไปที่รัฐวอชิงตันใกล้ๆ กับแคนาดา เราปั่นไปที่ภูเขาไฟเซนต์เฮเลน ตอนแรกมีลมพัดตามปกติ แต่พอจะปั่นผ่านทางเข้าไป ทุกอย่างกลับนิ่งงัน ใบไม้ไม่ไหวติง เหมือนกับสถานที่แห่งนั้นกำลังบอกกับเราว่าจะได้พบกับสิ่งที่พิเศษ พอเข้าไปถึง สิ่งที่ประจักษ์ต่อสายตาคือ ป่าสนตรงนั้นราบเป็นหน้ากลองจากการระเบิดภูเขาไฟเซนต์เฮเลนที่เคยระเบิดเมื่อ 40-50 ปีก่อน ลักษณะเหมือนมันระเบิดออกทางด้านข้าง กินพื้นที่กว้างมากๆ บึงตรงนั้นก็ยังมีท่อนซุงลอยกันอยู่เลย ความรู้สึกเหมือนเข้าใจกับตัวเองว่าจะได้เห็นภาพที่สวยงามแปลกตานี้ ฟังดูประหลาด แต่ก็ไม่รู้จะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจยังไงว่าเรารู้สึกว่าตัวเองเชื่อมโยงกับธรรมชาติในบางแง่มุม ความสวยงามของอุทยานโยเซมิตีถึงขนาดที่ทำให้เราต้องหลั่งน้ำตาเมื่อได้ไปอยู่ตรงหน้ามัน
![]()
แล้วอีกอย่างการเดินทางทำให้รู้ว่าเรามีศักยภาพมากกว่าที่คิด มันสามารถผลักดันเราให้ทำได้มากกว่าข้อจำกัดที่คิดว่าเราทำได้ และทำให้เรารู้จักการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย อันนี้คือที่ได้เต็มๆ จากการเดินทางที่ผ่านมา”
ทุกการเดินทางที่ต้องออกไปเผชิญโลกภายนอก แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่เรื่องราวประทับใจ แต่เราอาจได้ผ่านวินาทีของความมีและไม่มีอยู่ของชีวิตก็ได้
“ตอนไปปั่นที่โคโลราโด ตอนนั้นเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง แล้วไม่ได้เตรียมเครื่องกันหนาวที่เพียงพอไปด้วย ที่ภูเขาความสูง 3,500 เมตร ตอนขาขึ้นก็ไม่มีอะไร แต่พอไปถึงจุดที่สูงสุดแล้วกำลังจะลงมา เจอกับพายุหิมะเข้าอย่างจัง ทุกอย่างมืดดำไปหมด ทั้งลมแรง ทั้งหิมะตก เสื้อกันหนาวที่เราใส่ไปเอาไม่อยู่ ตลอดทางไม่มีบ้านคนหรือหมู่บ้านใดๆ ก็เริ่มใจหาย คิดว่าตัวเองอาจจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่แล้ว ในที่สุดก็มีรถกระบะผ่านมา แต่เราก็ดันปากหนักไม่ยอมโบกขอความช่วยเหลือ เราก็ปั่นต่อไปเรื่อยๆ จนในที่สุดรถกระบะคันที่ขับผ่านไปประมาณ 10 นาที ก็วนกลับมารับ เราก็เลยรอดตาย
![]()
ตอนอยู่คีร์กีซสถาน จริงๆ เราเดินทางคนเดียว วันนั้นระหว่างทางไปเจอนักปั่นชาวแคนาดาและฝรั่งเศส เลยพ่วงกันไป แล้วก็กางเต็นท์นอนด้วยกัน ตกดึกมีคนมาปล้น โจรก็มากันสามคนและมีมีดเป็นอาวุธ ก็ตะลุมบอนกันมืดๆ นั่นแหละ มีการปาก้อนหินใส่กัน มีจังหวะหนึ่งฝั่งนั้นปาก้อนหินมา เราก้มหลบได้ทันพอดี ทั้งที่มืดขนาดนั้น แต่ก็พอมองเห็นรางๆ คือถ้าหลบไม่ทันคงโดนเข้าที่กลางหน้าผากเต็มๆ และพอมันประชิดตัวเราได้ก็ใช้มีดแทง ตัวเราไม่มีอาวุธอะไรติดตัวเลย แต่ดูเหมือนเรื่องนี้ไม่มีความบังเอิญ เหมือนทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีการจัดเตรียมเอาไว้แล้วว่าจะต้องเจอเหตุการณ์นี้ จึงส่งคนมาเป็นเพื่อนเพื่อคอยช่วยเหลือ ก็เลยมีเพื่อนช่วยสู้กับโจร สู้กันหลายชั่วโมงจนกระทั่งเริ่มใกล้สว่างพวกโจรก็ผละไป พวกเรายังอยู่ในอาการตื่นตระหนก แต่ก็รีบเก็บเต็นท์แล้วพากันออกจากที่นั่น นี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่รอดตาย
![]()
มีอีกทริปวางแผนว่าปั่นไปลาวและอินเดีย แต่ว่าแวะไปที่ไร่กาแฟของตัวเองก่อน แล้วลงไปที่น้ำพุร้อนแม่ขะจาน รถไหลลงเขา 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เบรกหลังไม่ทำงาน มันลงเร็วมาก ก็เลยใช้รองเท้าดันเข้าไปที่ล้อหน้าเพื่อเบรก การทำแบบนี้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ แต่ก็ต้องทำเพื่อหยุดรถ พอไปถึงอินเดียก็ป่วยหนัก อาหารเป็นพิษอยู่โกลกาตา ป่วยหนักจนรู้สึกว่าจะยอมแพ้ดีไหม จะซื้อตั๋วแล้วบินกลับไทยเลยไหม ตอนนั้นเดินทางหกเดือนถึงเจ็ดเดือน พักอยู่ในห้องราคาถูกๆ มีลูกกรงเป็นช่องอากาศ นอนซมอยู่คนเดียวไม่มีใครดูแลเลย รู้สึกสงสารตัวเอง ได้แต่ให้กำลังใจตัวเอง
แต่หลังจากนั้นก็พยายามผลักดันตัวเองให้ปั่นต่อไปทั้งที่ยังป่วยอยู่ ประมาณ 3-4 วัน ก็ไปถึงพุทธคยา ตัวเรานับถือคริสต์นะ แต่ชั่วขณะที่ไปนั่งอยู่ที่ใต้ต้นโพธิ์ที่เป็นลูกของต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าเคยนั่งตรัสรู้ ในเวลาที่ชาวพุทธจากทั่วโลกมานั่งทำสมาธิมาสวดมนต์อยู่ตรงนั้น พลังศรัทธาของคนก็ทำงานกับเรายังไงก็ไม่รู้ ทำให้หายป่วยไปเสียเฉยๆ ทั้งที่เรามีศรัทธากันคนละอย่าง เรื่องที่ไปเจอเวลาเดินทางแบบนี้ เวลาเล่าให้คนอื่นฟังมันก็จะดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ กับตัวเราเอง อาหารเป็นพิษจนจิตตกอยากยอมแพ้ แต่อาการก็ดีขึ้นแบบหายเป็นปลิดทิ้ง อาจเป็นเพราะพลังงานที่ดีที่เราได้ซึมซับ จนทำให้รู้สึกดีขึ้น
![]()
หลังจากกลับจากอินเดีย ปรับตัวอยู่อีกสองสามปีก็เริ่มเดินทางอีกทุกปี ทำงานครึ่งปีเดินทางครึ่งปี แล้วก่อนโควิดก็ไปลุยอเมริกาใต้หนึ่งปี อันนั้นเป็นทริปยาวสุดที่เคยเดินทางมา เม็กซิโกอเมริกากลางคือทริปหลังโควิด พอจบทริปอเมริกากลางเมื่อสามสี่ปีที่แล้วก็ไม่ได้เดินทางอีกเลย”
ต่อเมื่อถามว่าอะไรที่ทำให้คิดว่าอยากอยู่กับที่ ดูเหมือนว่าจะไม่มีความคิดนั้นอยู่ในหมวดหมู่การใช้ชีวิตของเขาเลย แต่มนุษย์ผู้มักนิยามตัวเองว่าเป็นคนไร้ราก แท้จริงแล้วเราล้วนเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เติบโตมาจากไม้ใหญ่ที่หยั่งรากเลี้ยงดูเรา
“ทริปสุดท้ายที่ไปคือเม็กซิโก อเมริกากลางเดินทางหกเดือน ตอนนั้นแม่เริ่มไม่สบาย นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เดินทางไม่สุด มันมีความรู้สึกผิดที่เราไม่ได้อยู่ดูแลแม่ ก่อนที่จะจบทริปนั้นก็เลยตั้งคำถามกับตัวเองว่าถ้าเราจะหยุดเดินทางโดยมีปัจจัยบังคับ เราจะอยู่กับที่ได้อย่างไรโดยไม่ทุรนทุรายลงแดงไปเสียก่อน ก็เลยหาทางออกที่เป็นไปได้ ทดลองใช้ชีวิตเลียนแบบการเดินทาง หนึ่งคือการนอนเต็นท์ สองคือการใช้ชีวิตเรียบง่าย ซึ่งเราก็เป็นของเราอยู่แล้ว ชีวิตแบบพึ่งพาตนเอง ทดลองทำสวนปลูกผัก ลองดูสิว่ามันสอดรับกับวิถีชีวิตที่ถูกบังคับให้อยู่กับที่แค่ไหน สามคือเรามีความหลงใหลเรื่องกาแฟอยู่แล้ว ทำไมไม่ลองลุยกับมันสักตั้งนึง สามปีมานี้ก็พอไหว ไม่ได้เดินทางก็ไม่ได้แย่ แต่ถ้าถามว่าการอยู่แบบนี้สู้การเดินทางได้ไหม เราตอบว่าไม่ การเดินทางก็ยังเป็นความหลงใหลมากๆ อยู่
![]()
ความรู้สึกอยากเดินทางมันไม่เคยหายไปหรอก เดี๋ยวถึงเวลาเราก็ไปอีก แต่คิดว่าถ้าเราตั้งเป้าหมายชัดเจนแล้วก็ควรที่จะตรงไปไม่ใช่วอกแวก ดังนั้นเป้าหมายปีนี้ก็คือหนึ่งทำกาแฟ สองทำสวน ที่มีทั้งสวนผักและสวนกาแฟ การเดินทางก็คือตัดออกไปก่อนไม่ต้องคิด
“ชีวิตควรสามารถรื่นรมย์และเอ็นจอยได้ทั้งขณะเดินทางและขณะอยู่กับที่”
แต่ถึงแม้จะไม่ได้เดินทางไกล แต่งานไกด์งานทัวร์ก็ทำให้เขาได้มีสภาพเหมือนนักเดินทางบ้าง แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใกล้ๆ เช่น แม่แตง ช่อแล เชียงดาว ที่เป็นสถานที่ประจำที่พานักท่องเที่ยวไป
นอกจากการเดินทางด้วยจักรยานแล้ว เขายังเคยเดินทางด้วยเรือคายักล่องไปตามแม่น้ำในประเทศไทย ทั้งๆ ที่ไม่เคยเดินทางด้วยวิธีนี้มาก่อนเลย
![]()
“ช่วงโควิดไปไหนไม่ได้ อันนั้นคือจะลงแดงจริงๆ เลยไปซื้อเรือคายัคสูบลมมา แล้วก็พายจากแม่น้ำปิงเชียงใหม่ลงไปปากน้ำโพ ใช้เวลาประมาณสองอาทิตย์ มันก็ตอบสนองอารมณ์ผจญภัยของเราได้ ไม่รู้ว่าจะนอนที่ไหน ต้องตุนเสบียงยังไง ไม่รู้ว่าหมู่บ้านถัดไปจะมีร้านค้าหรือไม่ แม่น้ำปิงมีฝายกั้นหลายช่วง พอเจอฝายต้องหาช่องทางหลบออกเพื่อที่จะแบกเรือเดินข้ามไปท้ายฝายอีก 2 กิโลเมตร ค่ำมาก็ต้องหาที่กางเต็นท์ เป็นการผจญภัยอีกแบบ
แล้วต่อมาก็ไปพายที่แม่น้ำโขง เริ่มจากสามเหลี่ยมทองคำ จังหวัดเชียงราย ล่องลงไปที่แก่งผาใด พอเลยเชียงของไปเป็นจุดที่แม่น้ำโขงจะไหลไปฝั่งลาว ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร แม่น้ำโขงไม่ง่ายเหมือนแม่น้ำปิง มันเหมือนเราไปล้อเล่นกับความตาย เราเป็นมือใหม่ด้วย ไม่ใช่พวกระดับมืออาชีพ 100 กิโลเมตรนั้นมีโค้งน้ำ มีน้ำวน มีแก่งจำนวนมาก ที่ไม่เหมาะสำหรับมือใหม่เอาเสียเลย”
ถึงแม้จะมีความกล้าบ้าบิ่น และชอบการผจญภัย แต่เขาก็ไม่ใช่คนดื้อสุดโต่งถึงขั้นพุ่งเข้าหาอันตรายแบบไม่คิดชีวิต เขาผ่านจุดอันตรายมาได้จากการสอบถามชาวบ้านก่อนล่วงหน้าที่จะออกเดินทางไปยังจุดต่อไป
“ชาวบ้านจะบอกว่าให้ระวังโค้งน้ำตรงไหนบ้าง ก็อาศัยยกเรือออกมาเดินขึ้นเขาแทน ตอนที่เห็นน้ำวนด้วยตา มันก็น่ากลัวจริงๆ โดยเฉพาะก่อนถึงแก่งผาใดที่น้ำจะไหลเข้าลาว แก่งตรงนั้นน่ากลัวที่สุด แต่ก็รอดมาได้”
![]()
ตลอดเวลาที่เดินทางจนถึงการอยู่กับที่ เขาใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีวิถีชีวิตแบบสมถะเรียบง่าย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนักในสังคมที่เทคโนโลยีก้าวหน้าเต็มไปด้วยความสะดวกสบายล่อใจเราให้หลงลืม จนปล่อยปละละเลยสิ่งแวดล้อม
“วิถีชีวิตแบบยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คนพูดกันเยอะ แต่ว่าลงมือทำกันจริงไหมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะการพัฒนาและการใช้ชีวิตแบบยั่งยืนของแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่ถ้าคุณเชื่อว่าอยากจะให้ตัวเองอยู่ได้ คนอื่นอยู่ได้ สิ่งแวดล้อมอยู่ได้ เราก็ต้องทำอะไรบางอย่าง สำหรับเราก็สบายใจที่จะอยู่แบบนี้ ก็คืออยู่สวน นอนเต็นท์ ไม่มีไฟฟ้า ใช้โซล่าเซลล์กับพาวเวอร์บ๊อกซ์สำหรับชาร์จโทรศัพท์ ไฟส่องสว่าง และลำโพงสำหรับฟังเพลง แล้วเราก็ใช้ส้วมหลุมนะ แต่เป็นแบบชักโครก ขุดดินลึกลงไปประมาณหนึ่งเมตร แล้วก็เอาโถวาง เมื่อทำธุระเสร็จแล้ว เราจะไม่ชำระล้างหรือเทน้ำลงไปในนั้น เพราะมันจะเลอะเทอะ เราจะใช้ขี้เลื่อยหรือเปลือกข้าวโรยกลบลงไป มันก็จะไม่มีกลิ่นรบกวน ส่วนน้ำใช้ เราจะมีถังเก็บน้ำฝนน้ำคลองไว้อาบ แล้วก็พยายามเรียนรู้การปลูกผัก ทำปุ๋ยหมักชีวภาพเอง โดยใช้ของเหลือจากเปลือกกาแฟ กากกาแฟ เศษของเหลือจากร้านอาหาร ใบฉำฉา ขี้วัว ฟางข้าวเอาไปหมักรวมกัน หลักๆ ประมาณนี้ แล้วก็เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ ทั้งเอาไว้เก็บไข่และกินเนื้อมันด้วย เหลือก็เอามาขาย”
![]()
นอกจากใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกับชีวิตส่วนตัวแล้ว เขาก็ยังนำมาใช้ในร้านด้วย
สิ่งที่เราพยายามให้ยั่งยืนมากที่สุดก็คือ เราควรจะรู้ที่มาที่ไปของวัตถุดิบที่เอามาใช้ที่ร้าน กาแฟก็เอามาจากสวนตัวเองและลูกสวนอีกสี่ครอบครัว ลูกค้าถามอธิบายได้ชัดเจนแน่นอน ว่ากาแฟที่คุณกินนี้เมล็ดปลูกที่ไหน ปลูกยังไง ที่แน่นอนเลยก็คือเป็นกาแฟที่ปลูกใต้ร่มไม้ในป่า ปุ๋ยเคมีใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์บ้าง เหตุผลเพราะว่าถ้ากาแฟมันออกผลเยอะอาหารมันไม่พอแล้วมันจะทำให้ต้นโทรม นมเราก็ใช้นมที่มาจากฟาร์มวัวที่ลำพูน ราคาสูงกว่านมในท้องตลาดทั่วไปนิดหน่อย คือถ้าเราหาวัตถุดิบที่มาจากท้องถิ่นได้ ก็จะตอบกลับแนวคิดอีโคเรื่องการขนส่ง การสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย
![]()
ช่วงหนึ่งที่จอดรถขายกาแฟตรงท่าแพ แล้วเคยใช้วิธีไม่มีแก้วเทคอะเวย์ เพื่อรักษาแนวคิดความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ว่ายากมาก โดยเฉพาะในแง่ของการตลาดเพราะแทนที่เราจะขายได้ 30 แก้วต่อวัน กลับขายได้แค่ 15 แก้ว เพราะว่าเราไม่มีแก้วเทคอะเวย์ให้เขา วิธีแก้ปัญหาที่ไม่ได้ดีที่สุด แต่ว่าก็ไม่ได้แย่ถึงขั้นใช้แก้วพลาสติก ก็คือใช้แก้วกระดาษ ซึ่งความจริงแก้วกระดาษด้านในก็เคลือบพลาสติกอยู่ดี แต่เราก็ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหายังไง เพราะว่าถ้าพูดถึงความยั่งยืน สิ่งแวดล้อมอยู่ได้ คนอื่นอยู่ได้ แต่ตัวเองอยู่ไม่ได้ ก็ไม่อาจเรียกได้ว่ายั่งยืน แล้วเปลี่ยนจากหลอดพลาสติกเป็นหลอดกระดาษ หลอดกระดาษก็มาจากโรงงานอีก แล้วเราก็ไม่รู้ว่ามันปลอดภัยแค่ไหน แต่ก็ไม่อยากใช้หลอดพลาสติก หรือถ้าเราจะใช้แก้วกับหลอดกระดาษที่มันย่อยสลายจริงๆ เราก็ต้องไปหาผู้ผลิตที่เชื่อมั่นได้”
![]()
เราจำเป็นต้องใช้หลอดจริงๆ หรือ ทั้งๆ ที่โลกนี้ก็ไม่เคยมีหลอดมาก่อน
“ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับลูกค้าเป็นตัวแปรสำคัญ เราก็จะโดนคำถามว่าทำไมไม่มีหลอด เพราะลูกค้าเคยชินกับการมีหลอดกันไปแล้ว เราก็ต้องเข้มแข็งพอที่จะรักษาจุดยืนไว้ ก็ยืดหยุ่นผ่อนปรนโดยการใช้หลอดกระดาษแก้วกระดาษ โดยที่ยังไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้”
เมื่อเขาหันมาปลูกต้นไม้ เลี้ยงเป็ด ไก่ เหมือนเป็นการบังคับกลายๆ ให้ต้องอยู่กับที่ กับคำถามว่ายังมีความคิดที่จะเดินทางอยู่ไหม คำตอบก็ยังชัดเจนว่าการเดินทางยังไม่หายไปไหน แต่เป้าหมายที่ตั้งไว้ชัดเจนกว่า ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นมนุษย์ไฮเปอร์ที่ชอบทำงานหลายๆ อย่างไปพร้อมกัน ทำให้อยากรู้ว่าเขามีวิธีปรับสมดุลให้ชีวิตตัวเองยังไง
![]()
“ชีวิตที่สวนเป็นที่อยู่อาศัยเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเรา เวลาออกไปข้างนอก ไปทำทัวร์ ไปร้านกาแฟ ไปเจอผู้คนแล้วมันต้องมีปฏิสัมพันธ์ ถ้ามีพลังงานดีๆ มาให้เราก็ดีไป ตอนขายกาแฟอยู่ริมถนนพลังงานตามท้องถนนดูดพลังของเราค่อนข้างเยอะ เพราะมันควบคุมไม่ได้ มีทั้งคนบ้า คนจร คนเมายา นักท่องเที่ยวต่างๆ ก็มาหาเรา การได้กลับไปอยู่ที่บ้านสวนมันเหมือนเป็นการฟื้นฟูพลังงาน โชคดีที่ตอนนั้นเราขายแค่อาทิตย์ละ 3 วัน แต่ที่ร้านใหม่นี้หยุดแค่วันเดียว เราคิดว่ามันไม่ได้แย่ คนที่มาเป็นลูกค้าที่นี่ถ้าไม่ได้เอาพลังบวกมาให้เรา อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ดึงพลังเราไปมากนัก
ปีนี้โชคดีที่ได้ร่วมกับ Maadea คือเขาไม่อยากทำบาร์กาแฟ เลยชวนเรามาเปิดอยู่ข้างๆ ลูกค้าของเขาจะสั่งกาแฟของเราไปทานในร้านได้ หรือลูกค้าบางส่วนของเราก็ไปกินอาหารในร้านเขา ก็วินวินกันทั้งสองฝ่าย จอดรถขายริมถนนถ้ามีโอกาสก็จะไปบ้าง แล้วถ้าจะโฟกัสการทำกาแฟให้มันมีกำไร เพราะนี่ปีที่ 10 แล้วก็ยังเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ยังไม่ถือว่าประสบความสำเร็จ ปีนี้เลยตั้งเป้าว่าต้องให้มันเลี้ยงตัวเองได้ ถ้าหากจะต้องมีเงินเก็บเพื่อไปเดินทางอีกครั้ง ก็ต้องทำให้มีกำไรงอกเงยขึ้นมาให้ได้”
คนที่รู้จักเขาอยู่แล้วอาจจะทึ่งในความสามารถของการทำอะไรได้หลายอย่าง แต่แน่นอนว่าเราไม่สามารถทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวได้ทั้งหมด ในส่วนของงานที่เกี่ยวกับกาแฟ เขายังมีหุ้นส่วนอีก 2 คน คือน้องชายและเพื่อนช่วยดูแล แต่ถ้าถามถึงชีวิตคู่ เขาปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง
![]()
“ชีวิตคู่สำหรับผมไม่สำคัญ ไม่มีความจำเป็น คุณจะเอาเวลา อิสรภาพ ความยืดหยุ่น พื้นที่ส่วนตัว ออกไปจากชีวิตของผม ถ้ามันมีอีกหนึ่งตัวแปรเข้ามา ชีวิตผมตอนนี้ก็ถือว่าลงตัวในระดับที่เราพอใจ”
การใช้ชีวิตแบบที่เขาเป็นถือว่าต้องมีการวางแผน เพราะการทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีวินัยกับตัวเองพอสมควร
“ถ้าคุณชอบอะไรและอยากทำอะไรคุณก็ต้องวางแผนและลองทำมันดู แล้วถ้าไม่เป็นไปตามแผน ก็ต้องคิดว่าปีต่อไปเราจะแก้ตรงไหน พัฒนาตรงไหน
ถ้าคุณมีไลฟ์สไตล์ที่ต่างจากผมมากๆ การจะทำตามแบบผมค่อนข้างจะยากมาก คุณคิดว่าสามารถนั่งส้วมหลุมได้ไหม แล้วคุณรองน้ำฝนอาบได้ไหม กลางเต็นท์นอนมันฟังดูโรแมนติก แต่ถ้าในชีวิตจริงคุณไม่ได้ชอบสิ่งพวกนี้ จะกลายเป็นการฝืนหรือเปล่า
อย่างเรื่องการทำสวน ก็วางแผนและได้เรียนรู้ว่าเราไม่ชอบปลูกผักอายุสั้น สองปีที่ผ่านมาทำให้เรียนรู้ว่าเราควรปลูกพืชที่เก็บกินได้หลายๆ ปี ผักกาดผักคะน้าอะไรพวกนี้มันต้องปลูกบ่อย เราก็ปลูกผักปลัง พริก กระเจี๊ยบ หรือไม่ก็ถั่วพลูจะอยู่ได้นาน ไม่ก็ชะอม แล้วก็พืชที่ใช้เป็นส่วนผสมของพริกแกง พวกผักสวนครัวพื้นฐาน เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ มะกรูด มะนาว ขมิ้น กะเพรา โหรพา ยี่หร่า ผักชีลาว อะไรพวกนี้ แล้วก็เลี้ยงเป็ดไก่ไปด้วย
![]()
ตอนนี้เราก็เริ่มเอาผลิตภัณฑ์จากสวนมาต่อยอดอย่างเช่น กระเจี๊ยบ อัญชัน เอามาทำเป็นชาแล้วก็ชงขายที่ร้าน แล้วก็จะทำเป็นชาซอง ไข่เป็ดก็มีพอเอามาวางขายเช่นกัน เพราะมันเพิ่งเริ่มออกไข่ คำนวณไปคำนวณมาเดือนนี้เรามีรายได้จากมัน 5,000 บาทแล้ว เก็บได้ทุกวัน แล้วยังสามารถต่อยอดไปได้อีก เพราะอัญชันก็มีอยู่แล้ว ก็เลยทำไข่เค็มอัญชัน ย้อมให้เป็นสีฟ้า เป็น “ไข่ฟ้าของลุง” เพราะเราชอบสีฟ้า มันมีอะไรสนุกๆ ให้ทำอีกเยอะ ตอนนี้เรามีเป็ดตัวผู้เยอะ ถ้าจะเอามาชำแหละและโพสต์ขายก็ได้ ไก่ก็มี ขายลูกไก่ก็ได้ ปุ๋ยหมักเราก็ทำจริงจังแล้วก็เอามาใส่กระสอบวางขายที่นี่ ขณะเดียวกันก็สื่อสารเรื่องการนำขยะ นำของเหลือมาสร้างมูลค่า
ในอนาคตก็อาจมีจัดเวิร์คช็อป อาจจะเริ่มจากหนึ่งวันก่อนแล้วค่อยขยับไปเป็นสองวันหนึ่งคืน สองคืนสามวัน มาเรียนรู้เรื่องการทำการเกษตร การทำปุ๋ยหมัก”
![]()
การที่คนคนหนึ่งใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในการเดินทาง สิ่งนั้นได้มอบรางวัลใดให้กับชีวิต
“สิ่งที่ยังเชื่ออยู่ก็คือวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย มันไม่หายไปไหน การเดินทางก็ยังอยู่ไม่ไปไหน แต่ย้อนกลับไปเมื่อ 25 ปีที่แล้วกับตอนนี้ คือเรารู้วิธีที่จะอยู่กับที่มากขึ้น มีมุมมองใหม่เรื่องการอยู่กับที่ แต่ก่อนเรียนรู้ว่าการเดินทางนี่คือสุดยอดแล้ว การอยู่กับที่คือขั้วตรงข้าม แต่ตอนนี้พอไม่ได้ไปไหน มีเวลาทบทวนเรื่องการอยู่กับที่ ก็ทำให้รู้ว่าชีวิตก็ไม่ได้ดีแค่เฉพาะเวลาเดินทางนี่นา ชีวิตตอนอยู่กับที่มันก็ดีได้ด้วยเหมือนกัน
ส่วนตัวรู้สึกว่าการเดินทางคือสิ่งที่เป็นวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งของการเกิดมาของตัวเอง เป็นการค้นพบความหมายของการเกิดมา คุณอาจจะค้นพบว่าคุณชอบทำอาหารมากๆ มันอาจจะเป็นการค้นพบความหมายของคุณก็ได้ คุณอาจจะค้นพบว่าฉันชอบอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้อยากไปไหน ดูซีรีย์หลังเลิกงาน ตอนเช้าก็ไปทำงาน ชีวิตเป็นรูทีนแล้วรู้สึกว่ามันมีความหมาย อันนั้นก็คือความหมายของคุณ เพราะฉะนั้นความหมายของตัวเองก็คือรู้สึกว่าเกิดมาครั้งนึงเราได้เดินทางสมใจอยาก มันก็คุ้มกับการเกิดมาเป็นมนุษย์ครั้งนี้
![]()
จากนักเดินทางที่ไปมาเกือบทุกมุมโลก ตอนนี้เขากลับมาเรียนรู้การอยู่กับที่ เหมือนกับการเดินทางกลับเข้ามาภายในตัวเอง ประสบการณ์ทั้งมวลเมื่อคลุกเคล้าจนเข้ากันดี ทำให้เขามีวิถีชีวิตที่มีสีสัน ถึงแม้ในสายตาของคนทั่วไปจะมองว่าผิดแผกจากรูปแบบหรือขนบที่มนุษย์สังคมทั่วไปควรจะเป็น แต่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งชีวิตที่สมบูรณ์แบบในแบบที่เขาเลือกที่จะเป็น
ตามไปอุดหนุนกาแฟ และผลิตภัณฑ์จากสวนของคุณสว่างได้ที่
ร้าน Nomad Coffee 9:00-16:00 น. หยุดวันพุธ
โลเคชั่น https://maps.app.goo.gl/kyyCyK9wxq6huTt99
© 2025 Khaoyai Connect. สงวนลิขสิทธิ์
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต
![]()
